รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


19 พฤศจิกายน 2562  10:23
ค้นหา
 ข่าวสาร         Page 1
24 ธันวาคม 2561   07:44:23  
“เอฟทีเอวอทช์” เดือด! ลั่นเผาสัญญา JTEPA ชี้การลงนามโมฆะ
กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สุดทนรัฐบาลขิงแก่ดันทุรัง เดินหน้าเซ็นเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ผนึกภาคประชาชน 4 องค์กรชุมนุมคัดค้านหน้าสถานทูตญี่ปุ่น เตรียมเผาสัญญาอัปยศ ระบุชัดการลงนามครั้งนี้ถือเป็นโมฆะ-ไม่ฟังเสียงประชาชน ฉีกมารยาททางการเมือง

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สุดทนรัฐบาลขิงแก่ดันทุรัง เดินหน้าเซ็นเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ผนึกภาคประชาชน 4 องค์กรชุมนุมคัดค้านหน้าสถานทูตญี่ปุ่น เตรียมเผาสัญญาอัปยศ ระบุชัดการลงนามครั้งนี้ถือเป็นโมฆะ-ไม่ฟังเสียงประชาชน ฉีกมารยาททางการเมือง
       
       วันนี้ (3 เม.ย.) กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ (FTA watch) พันธมิตร 4 องค์กร และประชาชนที่คัดค้านการลงนามสัญญาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จำนวนกว่า 50 คน ร่วมชุมนุมหน้าสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความเห็นคัดค้านการลงนามฯ ที่จะมีขึ้นในวันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีของไทย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลญี่ปุ่น โดยประชาชนและทั้ง 5 องค์กร เตรียมเผาหนังสือสัญญาที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะลงนามวันนี้
       
       สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในขณะนี้ ล่าสุดเต็มไปด้วยประชาชนผู้คัดค้านการลงนามสัญญาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) นำโดยกลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน หรือเอฟทีเอวอทช์ (FTA watch), เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์, เครือข่ายผู้บริโภค และเครือข่ายสลัมสี่ภาค ท่ามกลางเสียงประกาศคัดค้านและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการทำสัญญาดังกล่าว ผ่านเครื่องขยายเสียงบนรถกระบะหน้าสถานทูต
       
       น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ตัวแทนกลุ่มเปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการอ่านแถลงการเพื่อขอยืนยันว่าหนังสือข้อตกลง JTEPA ที่ได้ลงนามในวันนี้ เป็นโมฆะสัญญาและจำขอปฏิเสธผลผูกพันใดๆ ที่สัญญาฉบับนี้มีต่อประชาชนชาวไทย หลังจากนั้นจะมีการเผาสัญญาดังกล่าวจำนวน 942 หน้าบริเวณหน้าสถานทูตญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้มีการชูแผ่นป้ายเพื่อประกาศจับนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย
       
       การที่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราวเข้ามาขัดตาทัพเพื่อสางปัญหาการทุจริต และฟื้นบ้านเมืองให้กลับสู่ภาวะปรกติโดยเร็ว แต่กลับเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของรัฐบาลทักษิณ โดยไม่สนใจมารยาททางการเมือง ที่จะต้องให้รัฐบาลชุดหน้าเป็นผู้ตัดสินใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังเดินตามรอยรัฐบาลทักษิณโดยไม่สนใจการวางรากฐานเศรษฐกิจพอเพียงตามเจตนารมณ์ที่เคยตั้งกันเอาไว้
       
       คกก.สิทธิฯ ชี้สัญญาฉบับอัปยศ
       

       โดยก่อนหน้านี้ นายเสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า คกก.สิทธิฯ ได้ติดตามศึกษากรณีการลงนาม JTEPA มาโดยตลอดตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าภายหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นพยายามเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ตอบสนองโดยทำการเจรจาและสรุปกันเองโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดข้อตกลงให้ประชาชนได้รับทราบตามที่ภาคประชาสังคมร้องขอ รวมถึงไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ถือเป็นกระบวนการละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยต่อประชาชนอย่างชัดเจน
       
       นายเสน่ห์ กล่าวว่า คกก.สิทธิฯ ได้มีการท้วงติงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มาโดยตลอด โดยเฉพาะการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งพบว่ามีการจัดทำแบบแอบแฝงรวบรัดของกระทรวงการต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเร่งรีบนำเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นวาระเพื่อทราบ และรัฐบาลไม่ได้พิจารณาข้อเรียกร้องของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ที่ให้ทบทวน 2 ประเด็นหลัก คือ ขยะมลพิษ และสิทธิบัตรจุลชีพ
       
       “ขณะที่สถานการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองเช่นนี้จะต้องบันทึกไว้ว่าความไม่แยแสต่อหลักการความโปร่งใสและความรับผิดชอบ รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ รวมทั้งทัศนคติและหลักคิดในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติไม่ต่างจากการกระทำของรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เน้นเรื่องธุรกิจการเงินให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเป็นสัญญาณของความล้มเหลวต่อความคาดหวังในการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการคุ้มครองและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร” นายเสน่ห์ กล่าว และเสริมว่า
       
       การลงนาม JTEPA ในวันนี้จะมีผลผูกมัดประเทศชาติในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นชาติในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจะสูญเสียฐานทรัพยากรอันเป็นต้นทุนของชาติที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ และจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศไปสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการตัดสินใจลงนามในครั้งนี้ รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบดังกล่าวที่จะตามมาต่อไป
       
       นายเสน่ห์ ย้ำอีกว่า รัฐบาลไม่เคยเรียนรู้บทเรียนจากอดีตว่ากรณีมาบตาพุดเป็นอย่างไร ประชาชนกำลังประสบปัญหามลพิษ ชาวบ้านต้องป่วยเป็นมะเร็งเพราะสารพิษที่ได้รับจากโรงงานอุตสาหกรรม การพูดง่ายๆ คิดง่ายๆ ว่าต้องทำเพื่อผลประโยชน์ในแง่ของเศรษฐกิจแต่ไม่รู้ว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนนั้น ถือเป็นการการพูดบนหลักการที่ไม่ได้คำนึงการเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
       
       “รัฐบาลควรทบทวนคำว่า ผลประโยชน์ เพราะหากการทำเอฟทีเอและได้ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจก็ไม่ควรกระทบสิทธิประโยชน์ด้านอื่น รวมทั้งกระทบต่อฐานทรัพยากรของประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้การเรียกร้องของภาคประชาชนและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลแต่ปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศที่จะตามมาดังกรณีของมาบตาพุด รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายเสน่ห์กล่าวทิ้งท้าย





   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,595,221 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo