รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


17 พฤศจิกายน 2562  12:22
ค้นหา
 ข่าวสาร         Page 1
24 ธันวาคม 2561   08:20:23  
ค่าทดแทนที่ได้รับเนื่องจากถูกใช้สิทธิในที่ดิน
เนื่องจากปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ๆ มีโครงการก่อสร้างระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ มากมาย ซึ่งใน การก่อสร้างจะต้องมีการสร้างฐานราก หรือโครงสร้างต่างๆ ลงบนที่ดินตลอดจนลึกลงไป ในใต้ดิน โดยในการใช้ที่ดินของเอกชนในกรณีที่ไม่ต้องเวนคืนให้แก่เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในเขตก่อสร้าง

ค่าทดแทนที่ได้รับเนื่องจากถูกใช้สิทธิในที่ดิน

3_438_01 

นื่องจากปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ๆ มีโครงการก่อสร้างระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ มากมาย ซึ่งใน การก่อสร้างจะต้องมีการสร้างฐานราก หรือโครงสร้างต่างๆ ลงบนที่ดินตลอดจนลึกลงไป ในใต้ดิน โดยในการใช้ที่ดินของเอกชนในกรณีที่ไม่ต้องเวนคืนให้แก่เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ในเขตก่อสร้าง โดยสภาพเจ้าของที่ดินเหล่านั้น ทำให้อาจจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามปกติ ในทางปฏิบัติ ก็จะต้องจดทะเบียนภาระจำยอมทางผ่านที่ดิน ประกอบกับข้อจำกัดต่างๆ ในทางวิศวกรรมที่จะมีการใช้สิทธิและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงต่างๆ ซึ่งจะต้องจดแจ้งไว้ในโฉนด- ที่ดิน ว่าที่ดินแปลงต่างๆ เหล่านี้ ถูกภาระจำยอมบางส่วนหรือทั้งแปลง และมีข้อจำกัดในการ ใช้ประโยชน์ประการใดบ้าง หากมีข้อจำกัดมาก ก็จะต้องชดเชยค่าเสียหายในการถูกจำกัดสิทธิมาก จึงต้องพิจารณากำหนดให้ชัดเจนไว้ในกฎหมายหลัก เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่น ตามเหตุผลและความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและเทคโนโลยีวิศวกรรมที่มีความทันสมัยก้าวหน้าไปจากเดิมอย่างมาก

การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้องการ ใช้ที่ดินของเอกชนตามกฎหมายไทยในปัจจุบัน รัฐอาจดำเนินการตามกฎหมายเอกชน เช่น โดยการซื้อ การเช่า หรือการจดทะเบียนภาระจำยอม เป็นต้น แต่ถ้ารัฐจะดำเนินการตามกฎหมายมหาชน ก็อาจทำได้ 2 วิธี คือ

(1) ในกรณีที่รัฐต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นทั้งหมด ไม่ว่าทั้งส่วนที่อยู่บนพื้นดิน และใต้พื้นดิน หรือเฉพาะส่วนที่อยู่ใต้พื้นดินก็ตาม รัฐจะดำเนินการเวนคืน เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นเป็นของรัฐแต่ผู้เดียว โดยการตรากฎหมายเฉพาะสำหรับเวนคืนนี้ หรือ

(2) ถ้าเป็นกรณีที่รัฐต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นเพียงบางประการ โดยเจ้าของที่ดินยังจะคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ ก็อาจตรากฎหมายให้รัฐมีสิทธิดำเนินการเช่นนั้นได้ และห้ามเจ้าของที่ดินและผู้ใดกระทำการให้เสื่อมเสีย หรือกระทบกระเทือนการใช้ประโยชน์ดังกล่าวในที่ดินนั้น โดยรัฐจะต้องจ่ายค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ทรงสิทธิในที่ดินนั้น

กรณีจึงมีปัญหาว่า ค่าทดแทนในการใช้สิทธิที่ดิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้อง นำมารวมคำนวณภาษีเงินได้หรือไม่ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และหักค่าใช้จ่ายอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีภาระภาษีประเภทใดอีกบ้างหรือไม่

โดยหลัก เมื่อบุคคลใดได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ ก็ย่อมมีสิทธิตามที่กฎหมายได้บัญญัติรับรองสิทธิเอาไว้ แต่อย่างน้อยกฎหมายก็ได้บัญญัติให้บุคคลใดที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สิน ย่อมมีสิทธิต่างๆ ดังที่กำหนดไว้ ในมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์2 เมื่อบุคคลมีสิทธิตามกฎหมายแล้วก็ย่อมจะใช้สิทธิที่มีอยู่ได้ภายในกรอบแห่งกฎหมาย3 แต่อาจมีกรณีที่รัฐต้องการใช้ที่ดินของเอกชน โดยจำกัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น อาจจะเกิดขึ้นได้จากนิติกรรม หรือจากกฎหมาย ซึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือการจำกัดสิทธิ หรือการจำกัดกรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมายนั้น ก็คือการที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ดี หรือกฎหมายอื่น ก็ดี เช่น พระราชบัญญัติรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ. 2537 ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ก็ต้องถือตามนั้น

เมื่อเจ้าของที่ดินต้องถูกจำกัดสิทธิในการใช้ที่ดิน โดยไม่อาจโต้แย้งได้ แต่เจ้าของที่ดินจะได้รับค่าทดแทนตามสมควร จะถือว่ามีภาระภาษีเกิดขึ้นหรือไม่นั้น พิจารณาได้ตามตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ประเด็นปัญหา4

เมื่อปี พ.ศ. 2541 นาย ก. ได้ซื้อที่ดิน เนื้อที่ 12 ไร่ 300 ตารางวา ในราคาไร่ละ 300,000 บาท ต่อมาการไฟฟ้าได้รอนสิทธิในที่ดินที่ถือครองโดยก่อสร้างเสาสายส่งไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าเหนือพื้นดินของนาย ก. จำนวน 9 ไร่ 111 ตารางวา และเมื่อปี พ.ศ. 2551 นาย ก. ได้รับเงินค่าทดแทนการเสียประโยชน์จากการไฟฟ้าจำนวน 1,138,739.39 บาท และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 11,387.39 บาท ซึ่งการรอนสิทธิในที่ดินทำให้นาย ก. ไม่สามารถปลูกสร้างบ้านเรือน อาคาร หรือทำการเกษตรไม้ยืนต้นและไม้ผลได้ นอกจากทำนาและเพาะปลูกไม้ล้มลุกขนาดเล็กเท่านั้น จึงขอหารือว่า เงิน ค่าทดแทนการรอนสิทธิในที่ดิน ถือเป็นเงินได้ พึงประเมินที่จะต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และหักค่าใช้จ่ายอย่างไร

แนววินิจฉัย

กรณีเงินค่าทดแทนที่การไฟฟ้าจ่ายให้แก่นาย ก. เนื่องจากการถูกรอนสิทธิในที่ดินที่ถือครองดังกล่าว ไม่ใช่เงินค่าทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตามพระราช-บัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 นาย ก. จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (29) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ดังนั้น เงินค่าทดแทนที่นาย ก. ได้รับดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวล- รัษฎากร การไฟฟ้าผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวล-รัษฎากร นาย ก. ผู้ได้รับเงินได้พึงประเมิน ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อพิจารณา

ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ดังกล่าว ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนววินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร แต่มี ข้อสังเกตจากตัวอย่างที่ 1 กรณีการใช้ถ้อยคำว่า เป็นเงินค่าทดแทนการรอนสิทธิที่ได้รับจาก การไฟฟ้า ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำตามข้อหารือ ที่ให้มา แต่เมื่อพิจารณาถึงคำว่า รอนสิทธิ ในประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติความหมายไว้ 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 475 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้บัญญัติไว้ในบรรพ 3 เอกเทศสัญญา หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย ส่วนที่ 3 ความรับผิดในการรอนสิทธิ ซึ่งบัญญัติว่า หากว่ามีบุคคลผู้ใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อในอันจะครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของผู้ขาย ก็ดี ท่านว่าผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น

จากบทบัญญัติดังกล่าว กล่าวโดยสรุป การรอนสิทธิ6 หมายถึง การที่มีผู้ใดก็ตามมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อในอันที่จะครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้น ไม่ว่าการรอนสิทธินั้นจะเป็นการรอนสิทธิทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในทรัพย์สินที่ซื้อขายก็ตาม7

ตามความหมายดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า การรอนสิทธิตามกฎหมายแพ่งมีบุคคลเกี่ยวข้อง ด้วยกันสามฝ่าย ได้แก่ ผู้ขาย ผู้ซื้อ และบุคคลภายนอกซึ่งเป็นบุคคลที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขายไม่ว่าก่อนหรือขณะที่ซื้อขาย

นอกจากบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 475 ที่วางหลักให้ผู้ขายต้องรับผิดในการรอนสิทธิไว้เบื้องต้นแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 479 ยังกำหนดต่อมาอีกด้วยว่า "ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เพราะเหตุการณ์รอนสิทธิก็ดีหรือว่าทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การที่จะใช้ หรือเสื่อมความสะดวกในการใช้สอย หรือเสื่อมประโยชน์อันจะพึงได้แต่ทรัพย์สินนั้น และซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายหรือไม่ก็ดี ท่านว่า ผู้ขายต้องรับผิด" ดังนั้น การรอนสิทธิ จะมีผลประการใดประการหนึ่งดังต่อไปนี้ก็ได้ คือ

1. ทำให้ทรัพย์สินนั้นหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

2. ทำให้ทรัพย์สินที่ซื้อขายตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้

ก. เสื่อมราคา หรือ

ข. เสื่อมความเหมาะสมแก่การที่จะใช้ หรือ

ค. เสื่อมความสะดวกในการใช้สอย หรือ

ง. เสื่อมประโยชน์อันจะพึงได้แต่ ทรัพย์สินนั้น

อย่างไรก็ดีจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 479 ต้องผ่านมาตรา 475 ก่อน

ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องรอนสิทธิ

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2515 วินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อรถยนต์โดยสุจริตจากจำเลยซึ่งเป็นพ่อค้าผู้ขายของชนิดนั้น (ประกอบการค้าประเภทซื้อขายรถยนต์ใช้แล้ว) ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมายึดรถคันนี้ไปเป็นของกลางในคดีอาญาและศาลพิพากษาให้คืนรถยนต์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 โจทก์มีสิทธิไม่ จำต้องคืนรถยนต์นี้ให้แก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา แต่วัตถุประสงค์ของโจทก์ในการซื้อรถยนต์ก็เพื่อจะได้รถยนต์ มาเป็นกรรมสิทธิ์ หาใช่เพื่อรับชดใช้ราคาคืนไม่ อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 475 ก็มิได้บัญญัติว่าผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตตามมาตรา 1332 ไม่อยู่ในฐานะที่จะถูกรอนสิทธิ ดังนั้นเมื่อเจ้าของที่แท้จริงมารบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อและโจทก์จำต้องคืนรถยนต์ให้ไปตามคำ พิพากษาของศาลแล้ว ไม่ว่าโจทก์จะได้รับชดใช้ราคาที่ซื้อมาหรือมีสิทธิได้รับชดใช้ราคาหรือไม่ กรณีก็ต้องถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิซึ่งจำเลยต้องรับผิดในผลแห่งการรอนสิทธินั้นตามมาตรา 475

การที่โจทก์ จำต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถยนต์ไปและศาลได้พิพากษาให้คืนแก่เจ้าของที่แท้จริงไปแล้ว รถยนต์ที่ซื้อมาจึงหลุดไปจากโจทก์ผู้ซื้อ จำเลยผู้ขายต้องรับผิดชำระราคารถยนต์คืนให้โจทก์ตามมาตรา 479 และต้องใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถนั้นตามมาตรา 475 ด้วย






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,837 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo