รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:11
ค้นหา
 ข่าวสาร       Page 1
24 ธันวาคม 2561   07:32:58  
การควบโอนกิจการ
การเลิกกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แตกต่างไปจากการควบโอนกิจการอย่างไร มีผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

ไขปัญหาภาษีประเด็นการควบโอนกิจการมาเป็นประเด็นปุจฉา-วิสัชนา ดังนี้

 ปุจฉา การเลิกกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แตกต่างไปจากการควบโอนกิจการอย่างไร มีผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

วิสัชนา ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกและการควบโอนกิจการดังนี้

1. การเลิกกิจการ เป็นไปตามมาตรา 72 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกิจการย่อมไม่เกี่ยวพันกับนิติบุคคลอื่น เว้นแต่ในกรณีเป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเลิกกิจการ (1) ให้ผู้ชำระภาษีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ท้องที่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคผู้เลิกกิจการตั้งอยู่ ทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนเลิก กรณีไม่ปฏิบัติตาม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นอาจต้องเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย (2) เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (3) ในกรณีกิจการร่วมค้าที่เลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชี ร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่กล่าวข้างต้น

2.กรณีควบหรือโอนกิจการเป็นไปตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร แบ่งเป็น กรณีที่ 1 การควบกิจการ หมายถึง การที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองกิจการขึ้นไป มาตกลงควบเข้ากัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบกิจการเข้าด้วยกันต้องเลิกกิจการไปทั้งหมด แล้วโอนกิจการให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อดำเนินกิจการต่อไป (1) เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้น ได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากัน มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้น (2) กรณีบริษัทจำกัดควบกิจการ ให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีในกรณีเลิกกิจการตามมาตรา 72 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ท้องที่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคผู้เลิกกิจการตั้งอยู่ ทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนเลิก มิฉะนั้นอาจต้องเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย กรณีที่ 2 การโอนกิจการ หมายถึง การที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองกิจการขึ้นไป มาตกลงควบโอนกิจการให้แก่กัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่โอนกิจการทั้งหมดต้องเลิกกิจการ ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้รับโอนกิจการยังคงดำเนินกิจการต่อไป (1) เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้โอนกิจการนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอันได้รับโอนกิจการ มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้โอนกิจการนั้น (2) กรณีบริษัทจำกัดโอนกิจการ ให้กรรมการของบริษัทที่รับโอน มีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีในกรณีเลิกกิจการตามมาตรา 72 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ท้องที่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เลิกกิจการตั้งอยู่ ทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนเลิก มิฉะนั้นอาจต้องเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย

ปุจฉา การโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีผลในทางภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

วิสัชนา ในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนดังนี้

1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้โอนและผู้รับโอนกิจการ ต้องแจ้งการโอนต่อเจ้าพนักงานสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งอยู่ให้ทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันโอนกิจการ ตามมาตรา 85/13 แห่งประมวลรัษฎากร

2. สินค้าที่มีอยู่ ณ วันโอนกิจการ ถือเป็นการขาย เว้นแต่กรณีโอนกิจการทั้งหมดตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร

การควบโอนกิจการ (ต่อ)

ไขปัญหาภาษีในตอนนี้ขอนำประเด็นการควบโอนกิจการมาเป็นประเด็นปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้

 ปุจฉา การเลิกกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลเกี่ยวกับการตีราคาทรัพย์สินอย่างไร

วิสัชนา ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกิจการ ให้ตีราคาทรัพย์สินที่มีอยู่ ณ วันเลิกกิจการให้เป็นตามราคาตลาดในวันเลิกกิจการนั้น ก่อให้เกิดผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้

1. กรณีทรัพย์สิน ณ วันเลิกกิจการมีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ก่อให้เกิดผลขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สิน ให้นำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกิจการนั้น

2. กรณีทรัพย์สิน ณ วันเลิกกิจการมีราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี ก่อให้เกิดผลกำไรจากการตีราคาทรัพย์สิน ให้นำไปถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกิจการนั้น เหตุผลที่กฎหมายกำหนดให้มีการดำเนินการดังเช่นที่กล่าวข้างต้น ก็เพื่อที่จะให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นมีส่วนได้ส่วนเสีย (Equity) ในกิจการตามจำนวนที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง เพราะในท้ายที่สุดหลังจากที่ได้เลิกกิจการและมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว กิจการต้องคืนทุนและจ่ายส่วนเกินทุน (ถ้ามี) ให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา การควบกิจการหรือการโอนกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลเกี่ยวกับการตีราคาทรัพย์สินต่อผู้โอนและผู้รับโอนทรัพย์สินอย่างไร

วิสัชนา ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกิจการ ให้ตีราคาทรัพย์สินที่มีอยู่ ณ วันเลิกกิจการให้เป็นตามราคาตลาดในวันเลิกกิจการนั้น ก่อให้เกิดผลในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

1. สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียนเลิกกิจการเพราะการควบกิจการหรือโอนกิจการ ให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบกิจการหรือโอนกิจการนั้น ซึ่งมีเหตุผลในทางภาษีอากรและธุรกิจเช่นเดียวกับกรณีเลิกกิจการทั่วไป ที่จำเป็นต้องคำนวณหาส่วนได้ส่วนเสีย (Equity) ของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ในอันที่จะเข้าร่วมในกิจการที่ได้ตั้งขึ้นใหม่จากการควบกิจการ หรือในกิจการที่ได้รับโอนกิจการ

2. สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันเกิดแต่การที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบกิจการเข้าด้วยกัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้รับโอนกิจการ (1) ให้ถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ จนกว่าจะได้มีการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป ทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากในทางกฎหมายให้ถือเสมือนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้เลิกกิจการเพราะเหตุของการควบกิจการหรือโอนกิจการนั้นยังคงประกอบกิจการต่อเนื่องไป (Going Concern Assumption)

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการในทางบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันเกิดแต่การที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบกิจการเข้าด้วยกัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้รับโอนกิจการ ผู้ซึ่งรับโอนทรัพย์สินยังคงบันทึกรายการทางบัญชีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่รับโอนตามราคาตลาดที่ได้ตกลงรับโอนมา และคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดที่ได้ตกลงรับโอนกันนั้นในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทางบัญชี แล้วทำการปรับปรุงรายการที่แตกต่างจากหลักเกณฑ์ทางภาษีอากรตามมาตรา 74(1)(ข) และ (ค) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.50 ต่อไป (ก) กรณีทรัพย์สินที่รับโอนมีราคาตลาดต่ำกว่าราคาทางบัญชี ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของมูลค่าต้นทุนในส่วนเกินกว่าราคาตลาดที่ได้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร ต้องถูกปรับปรุงกลับมาเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินนั้น (ข) กรณีทรัพย์สินที่รับโอนมีราคาตลาดสูงกว่าราคาทางบัญชี ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของมูลค่าต้นทุนในส่วนเกินกว่าราคาทางบัญชีที่ได้ปรับปรุงบวกกลับ โดยไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร ต้องถูกปรับปรุงกลับมาเป็นรายจ่ายหรือต้นทุนของทรัพย์สินในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินนั้น (2) ห้ามมิให้นำผลขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

SMaccounting.com






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,390 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo