รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


19 พฤศจิกายน 2562  10:23
ค้นหา
 ข่าวสาร       Page 1
24 ธันวาคม 2561   07:48:25  
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความหมายของ “เงินได้พึงประเมิน” และ “รายได้” ตามประมวลรัษฎากร
ประมวลรัษฎากรมิได้นิยามคำว่า “รายได้” แต่นิยามคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ในมาตรา 39 ว่าหมายถึง “เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย”

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความหมายของ “เงินได้พึงประเมิน” และ “รายได้” ตามประมวลรัษฎากร

ผู้เขียน: 
อิทธิพล อุดมศิริ

มีข้อน่าพิจารณาเกี่ยวกับคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร สามารถนำมาใช้ครอบคลุมถึงคำว่า “รายได้” ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ได้หรือไม่ เพียงใด

ประมวลรัษฎากรมิได้นิยามคำว่า “รายได้” แต่นิยามคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ในมาตรา 39 ว่าหมายถึง “เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย”

ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการตีความหมายของ ทั้ง 2 คำดังกล่าวไว้ หลายคดี เช่น

-   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2529 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2531 สรุปว่า “ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 กำหนดให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และเงินได้พึงประเมินนั้น มาตรา 39 ให้หมายถึงเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นที่ได้รับมาแล้วในรอบระยะเวลาบัญชี” (หมายเหตุ เดิมก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรในปี 2527 ใช้เกณฑ์เงินสดในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล)

-   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1708/2536 สรุปว่า “ การที่บริษัท อ. ได้ให้โจทก์ใช้รถยนต์โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนหรือค่าบริการที่บริษัท อ. ให้แก่โจทก์ นอกเหนือไปจากค่าตอบแทนที่กำหนดไว้เป็นจำนวนตายตัวในสัญญา ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 39 และเป็นรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65”

จากคำพิพากษาข้างต้น ผู้เขียนเข้าใจว่า ศาลฎีกานำความความหมายของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” มาใช้กับคำว่า “รายได้” ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

ด้วยความเคารพผู้เขียนเห็นว่า หากนำคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ไปใช้ครอบคลุมหรือแทนที่คำว่า “รายได้” ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล น่าจะทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาว่า รายได้เกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากโดยทั่วไป ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้เกณฑ์ในการรับรู้รายได้ที่ต่างกัน ดังนี้

1.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใช้เกณฑ์เงินสดในการรับรู้รายได้ คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร หมายความรวมถึง สิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เพียงเป็นแค่สิทธิเรียกร้องที่จะได้รับในอนาคต ซึ่งถือเป็นหลักในการจัดเก็บภาษีที่ดี เพราะเป็นการจัดเก็บตามหลักความสามารถในการจ่ายค่าภาษี (Ability to pay) ผู้มีเงินได้จะเสียภาษี เมื่อได้รับเงินจริงแล้ว ไม่ใช่เพียงถือว่าได้รับ

2.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้หลักเกณฑ์สิทธิในการรับรู้รายได้ ซึ่งเป็นการพิจารณาตามหลัก สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้รับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นมาหักออกจากรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นก็ตาม

แต่เมื่อพิจารณาต่อไปในมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่ ...”

เห็นได้ว่า ประมวลรัษฎากรใช้คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” แทนที่คำว่า “รายได้” ตามมาตรา 65 ทั้งนี้ ก็เพื่อบัญญัติให้การเสียภาษีมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน และเป็นการป้องกันการหลีกเลี่ยงปัญหาการหักภาษี ประมวลรัษฎากรจึงบัญญัติให้มาตรา 70 ใช้คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” เป็นการเฉพาะ ไม่ใช้คำว่า “รายได้” และเป็นคำตอบว่าเหตุใดประมวลรัษฎากรจึงต้องบัญญัติให้คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ไว้ในหมวด 3 แทนที่จะกำหนดให้ใช้ในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ประมวลรัษฎากรมิได้มีการบัญญัติคำนิยามของคำว่า “รายได้” ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรเอาไว้เป็นการเฉพาะนั้น ผู้เขียนเห็นว่า การตีความคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ให้ครอบคลุมไปถึงคำว่า “รายได้” ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด น่าจะไม่สมเหตุสมผล เพราะจะเป็นการตีความเกินไปจากเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของตัวบทกฎหมาย เนื่องจากประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายมหาชน กระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยรวม ดังนั้นการตีความกฎหมายในประมวลรัษฎากร จึงควรต้องตีความอย่างเคร่งครัด จะตีความนอกเหนือไปจากถ้อยคำที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ โดยในกรณีดังกล่าว หากประมวลรัษฎากรมีเจตนารมย์ให้ “เงินได้พึงประเมิน” มีความหมายครอบคลุมไปถึงคำว่า “รายได้” ตามมาตรา 65 จริง ประมวลรัษฎากรก็ควรใช้คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” แทนคำว่า “รายได้”

ผู้เขียนเห็นว่า คำว่า “รายได้” ซึ่งมิได้มีคำนิยามไว้โดยเฉพาะในประมวลรัษฎากร ควรตีความตามความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ดังความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งระบุว่า “รายได้” หมายความว่า “เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับ” ก็น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่า

จึงควรพิจารณาทบทวนว่า การนำคำว่า “เงินได้พึงเมิน” ไปแปลความเพื่อใช้กับภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมด เหมาะสมหรือไม่ และการตีความคำทั่วไปที่ประมวลรัษฎากรมิได้นิยามไว้โดยเฉพาะ ให้มีความหมายแตกต่างจากความหมายทั่วไป ถูกต้องหรือไม่ เพียงใด






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,595,216 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo