รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:29
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
10 มิถุนายน 2554   08:30:59  
ปัญหาข้อพิพาททางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร (ตอนที่ 3)
ปัญหาข้อพิพาททางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร (ตอนที่ 3)

 7_434_01

     1.5 การออกอนุบัญญัติของฝ่ายบริหารที่ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บท

         ได้แก่กรณีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47(1)(ญ)

         โดยหลักการทั่วไป กฎเกณฑ์ของฝ่ายบริหารที่ออกใช้บังคับกับประชาชนนั้นจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นไม่ได้เพราะมีศักดิ์ต่ำกว่า ดังนั้น การประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไของอธิบดีกรณีการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของหลักดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าประกาศของอธิบดีที่กำหนดเนื้อหาสาระเป็นการให้สิทธิเฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมายในการหักค่าลดหย่อน แต่มีผลเป็นการตัดสิทธิบุตรบุญธรรม จึงเกิดปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าการประกาศฯ ในเรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บท (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 36 เรื่องการหักค่าลดหย่อนกรณีการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้) หรือไม่

       จากการศึกษาพบว่า การออกประกาศ ดังกล่าวมีเนื้อความที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ ของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลรัษฎากร มาตรา 47(ญ) เนื่องจากที่มาของการกำหนดบทบัญญัตินี้มาจากการตราพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 (ข้อมูลที่สนับสนุนเหตุผลนี้มาจากหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ. 2548) จึงทำให้ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวด้วย ดังปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 36) พ.ศ. 2548 ความว่า

       "เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอ แก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ในประมวลรัษฎากร ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนหรือบิดามารดาของสามีหรือภริยาของตนสามารถนำ ค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนใน การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้"

       จากการศึกษาพบว่าในชั้นของการร่าง พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ สถาบันเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีบันทึกผลการประชุมกลุ่มย่อยของการจัดสัมมนา เพื่อหาแนวทางการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้สูงอายุที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการหักลดหย่อนภาษีการอุปการะบุพการีที่ภายหลังจากการทำประชาพิจารณ์ (ร่างที่ 1) คำว่า "บุตร" ควรครอบคลุมเฉพาะบุตรและบุตร บุญธรรม" และได้มีความเห็นเกี่ยวกับสาระสำคัญที่ควรได้รับการกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ2 ได้แก่

      "ให้ผู้สูงอายุ อยู่ในครอบครัว และได้รับการเลี้ยงดูจากบุตรหลานตามสมควรโดยให้ สิ่งจูงใจแก่ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เช่นลดหย่อนภาษี" (ข้อที่ 11)

      "บุคคล นิติบุคคล บริษัท หรือห้างร้านที่อุปการะหรือเลี้ยงดูผู้สูงอายุโดยมิได้ทำในเชิงธุรกิจ มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้" (ข้อที่ 22)

      ผู้เขียนจะขอนำเสนอความเป็นมาของเรื่องดังกล่าวแต่พอสังเขป กล่าวคือในการกำหนดบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ (ร่างครั้งแรก) ได้นำความเห็นที่ได้ จากการประชุมมาใช้กำหนดเนื้อหามาตรา 13 และมาตรา 14 ความว่า

    "บุตรหลานและญาติสืบสายโลหิตโดยตรงมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบุพการีที่สูงอายุให้อยู่ในครอบครัวและตามสังคมตามอัตภาพ และต้องไม่ปฎิเสธในการเลี้ยงดูบุพการีที่สูงอายุเนื่องจากการสละสิทธิในการรับมรดกหรือด้วยเหตุอื่นใดๆ

     บุตรที่เลี้ยงดูบุพการีที่สูงอายุมีสิทธิได้รับการหักเงินค่าลดหย่อนภาษี การให้สิ่งของและ สิ่งจำเป็นต่างๆ ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง"

      มาตรา 14 ได้กำหนดว่า "บุคคลอื่นที่มิใช่บุตรหลานหรือญาติสืบสายโลหิตของผู้สูงอายุ ถ้าให้การเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ให้บุคคลนั้นมีสิทธิ ได้รับการหักเงินค่าลดหย่อนภาษี การให้สิ่งของหรือสิ่งจำเป็นสิทธิพิเศษ และสวัสดิการต่างๆ ที่กำหนดในกฎกระทรวง

      ผลจากการทำประชาพิจารณ์ (4 ภาค) ได้มีการตั้งข้อสังเกตและการให้ความเห็นทั้งจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในเรื่องการหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้จากการอุปการะเลี้ยงดูบุพการี ที่สำคัญได้แก่ การให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีความหมายของ "บุตร" ครอบคลุมถึง "บุตรบุญธรรม" หรือไม่นั้น สรุปได้ว่าต่างมีความเห็นว่าควรครอบคลุมเฉพาะบุตรและบุตรบุญธรรม (มาตรา 13)

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในการประชุมร่าง พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ (ร่างที่ 2) ที่ประชุม ได้เห็นสมควรให้ตัดมาตรา 13 และมาตรา 14 ออกไปก็ตามแต่ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอต่อรัฐสภาโดยให้มีบทบัญญัติการให้สิทธิ ผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้สูงอายุสามารถได้รับสิทธิหักค่าลดหย่อนภาษีได้ปรากฏตามความในมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ความว่า "ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพผู้นั้นมีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษี ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลรัษฎากร"

    เมื่อปรากฏเหตุผลของการตราพระราช-บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 36) พ.ศ. 2548 เรื่องการหักค่าลดหย่อนกรณีการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ฯ มาตรา 3 พร้อมหมายเหตุท้ายบทบัญญัติที่ระบุให้เห็นได้ชัดเจนถึงสาเหตุของการเพิ่มเติมเนื้อหาการหักค่าลดหย่อนการอุปการะเลี้ยงดูบุพการี ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล- รัษฎากร (ฉบับที่ 36) ทำให้การประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของอธิบดีจำต้องอยู่ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทด้วย

     มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ญ) ของ (1) ในมาตรา 47 แห่งประมวล-รัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534

     "(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาทโดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

     ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่งให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2547 ที่จะต้องยื่น รายการในปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป"

      หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพมีสิทธิได้รับการ หักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนหรือบิดามารดาของสามีหรือภริยาของตนสามารถนำค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ (ร.จ.ฉบับกฤษฎีกา เล่ม122 ตอนที่ 4ก วันที่ 13 มกราคม 2548)

     จากการศึกษาประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ได้มีสาระสำคัญดังนี้

      ".....ข้อ 1 การหักค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดา มารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดา มารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ให้หักลดหย่อนได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

        (1) ให้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบิดามารดาที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ แต่มิได้ หักลดหย่อนสำหรับบิดามารดาดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนเกิน 30,000 บาท ขึ้นไป

        (2) ผู้มีเงินได้หรือสามีภริยาของผู้มีเงินได้จะต้อง
เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู

        (3) กรณีผู้มีเงินได้หลายคนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาคนเดียวกัน ให้ผู้มีเงินได้คนใด คนหนึ่งเพียงคนเดียวที่มีหลักฐานรับรองการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดาดังกล่าวนั้นในแต่ละปีภาษี

(ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือนกันยายน 2552)






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,413 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo