รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:11
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
25 ธันวาคม 2561   08:19:35  
รอบรู้เรื่องการประกันเงินฝาก
การประกันเงินฝาก คือระบบการจ่ายเงินให้ผู้ฝากเงินในวงเงินที่กำหนดให้ เมื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ระบบประกันเงินฝากถูกปิดกิจการ ผู้ฝากเงินจะได้รับเงินฝากคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องรอจนถึงการชำระบัญชีทรัพย์สินของสถาบันการเงิน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่นำระบบประกันเงินฝากมาใช้ในปี 2476

รอบรู้เรื่องการประกันเงินฝาก

june2_440_01 

ารประกันเงินฝาก คือระบบการจ่ายเงินให้ผู้ฝากเงินในวงเงินที่กำหนดให้ เมื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ระบบประกันเงินฝากถูกปิดกิจการ ผู้ฝากเงินจะได้รับเงินฝากคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องรอจนถึงการชำระบัญชีทรัพย์สินของสถาบันการเงิน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่นำระบบประกันเงินฝากมาใช้ในปี 2476 ซึ่งต่อมาถูกใช้เป็นแม่แบบของการประกันเงินฝากในหลายๆ ประเทศ สำหรับประเทศในแถบเอเชีย ณ ปัจจุบันส่วนใหญ่มีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากกันไปบ้างแล้ว โดยนับจากนี้ไปอีกไม่ถึง 4 เดือน ประเทศไทยก็จะจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นจากการที่ พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 สิงหาคม นี้เป็นต้นไป

• วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท ของไทย สูงกว่าอีกหลายๆ ประเทศ

พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากของไทย กำหนดการคุ้มครองเงินฝากต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน ในจำนวนไม่เกิน 1 ล้านบาท ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 72 ที่กำหนดให้ปีที่ 1 คุ้มครองทั้งจำนวน ปีที่ 2 คุ้มครอง 100 ล้านบาท ปีที่ 3 และปีที่ 4 คุ้มครอง 50 และ 25 ล้านบาท ตามลำดับ และปีที่ 5 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2555 เป็นต้นไป จะคุ้มครองจำนวนสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยวงเงิน 1 ล้านบาท คิดเป็นระดับ 7.8 เท่าของรายได้ประชาชาติ (GDP ต่อหัว) ในปี 2550 และคิดเป็นประมาณ 5 เท่าของ GDP ต่อหัวในปี 2555 (ใช้สมมติฐาน GDP ต่อหัวในปี 2551-2555 เพิ่มขึ้นปีละ 9% ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลง GDP ต่อหัวของไทยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา)

หลายฝ่ายอาจจะเห็นว่า วงเงินคุ้มครองสูงสุดที่ 1 ล้านบาทต่ำเกินไป แต่หากเปรียบเทียบวงเงินคุ้มครองเงินฝากของประเทศอื่นๆ ดังตาราง 1 จะเห็นว่ามีเงินคุ้มครองเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 เท่าของ GDP ต่อหัว มีเพียงอินโดนีเซียที่มีวงเงินประกันสูงสุดเกิน 5 เท่าของ GDP ต่อหัว ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในระดับต่ำสุด เพียง 0.38 เท่าของ GDP ต่อหัวเท่านั้น จึงนับว่าวงเงินคุ้มครองที่ 1 ล้านบาทของไทยเมื่อเทียบกับ GDP ต่อหัวก็ยังสูงกว่าในหลายๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐฯที่คุ้มครองเพียง 2.18 เท่าของ GDP ต่อหัว

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างเงินฝากในปัจจุบัน ถือได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายย่อยยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากเช่นเดิม เนื่องจากจำนวนบัญชีเกือบร้อยละ 99 มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชี แม้จะคิดเป็นเม็ดเงินเพียงร้อยละ 27 ของเงินฝากรวมทั้งระบบ 6.85 ล้านล้านบาทเท่านั้น (ข้อมูล ณ มีนาคม 2551) ดังนั้น ผู้ฝากรายใหญ่ที่คิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของจำนวนบัญชีทั้งหมด แต่คิดเป็นเม็ดเงินถึงร้อยละ 73 ของเงินฝากทั้งระบบจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ดี คาดว่าผู้ฝากในกลุ่มนี้จะเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีความสามารถในการปรับตัวได้ดี

• จัดเก็บเบี้ยประกันในอัตรา Flat rate ในช่วงแรกและพัฒนา ไปสู่ Risk-based

จากการศึกษาแนวทางการเรียกเก็บเบี้ยประกันจากสถาบันการเงินสมาชิกของสถาบันประกันเงินฝากในประเทศต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่เริ่มจากการเรียกเก็บด้วยอัตราคงที่ (Flat Rate) และพัฒนาไปสู่อัตราเรียกเก็บที่ต่างกันตาม ความเสี่ยงของสถาบันการเงิน (Risk - based) ดังตัวอย่างของประเทศมาเลเซีย ได้จัดตั้ง Perbadanan Insurance Deposit Malaysia: PIDM ในปี 2548 ทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝากทั่วไปและเงินฝากอิสลาม ประเภทละ 60,000 ริงกิตต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน โดย PIDM มีแหล่งเงินที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าเป็นสมาชิกรายละ 250,000 ริงกิต (ประมาณ 2.5 ล้านบาท) และอัตราเบี้ยประกันเงินฝากจากสมาชิกเป็นรายปี โดยในช่วง 2 ปีแรก เรียกเก็บในอัตราคงที่ร้อยละ 0.06 ต่อปีของ เงินฝากที่ประกัน และตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป จัดเก็บเบี้ยประกันแตกต่างกันตามความเสี่ยง (Risk-based) ของฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ซึ่งการเก็บเบี้ยประกันในลักษณะนี้ ได้แบบอย่างมาจากประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกา Federal Deposit Insurance Corporation : FDIC เริ่มเก็บเบี้ยประกันจากสถาบันการเงินสมาชิกในอัตรา Flat Rate จนถึงประมาณปี 2533 จึงเปลี่ยนเป็นเก็บแบบ risk-based ล่าสุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 เป็นต้นมา ได้ปรับการเก็บตามความเสี่ยงออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ต่ำสุดอัตราร้อยละ 0.05-0.07 สำหรับสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ จนถึงอัตราร้อยละ 0.43 สำหรับสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงสุด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีประเทศที่ยังเรียกเก็บเบี้ยประกันจากสถาบันการเงินสมาชิกในอัตราคงที่อยู่ เช่น ฟิลิปปินส์ แม้ว่าจะเป็นประเทศในเอเชียแห่งที่ 2 รองจากอินเดีย ที่จัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก Philippines Deposit Insurance Corporation : PDIC ในปี 2506 แต่ยังคงเก็บเบี้ยประกันจากสมาชิกในอัตราเดียวร้อยละ 0.20 ต่อปี นอกจากนี้ยังมีประเทศที่เพิ่งจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากได้ ไม่นาน เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เก็บ เบี้ยประกันในอัตราคงที่ที่ร้อยละ 0.15 และ 0.20 ต่อปีของยอดเงินฝากที่ประกัน เป็นต้น (รายละเอียด ในตาราง 2)

หากเปรียบเทียบกับการนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากของไทย พบว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับในหลายๆประเทศเพราะมาตรา 49 ในพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารต่างประเทศ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิต-ฟองซิเอร์ เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และนำส่งเบี้ยประกันในอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งหมายถึงฐานเงินฝากทั้งหมดของสถาบันการเงินนั้นๆ และในการตราพระราช-กฤษฎีกาเพื่อกำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนครั้งแรกให้กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเป็นอัตราเดียว สำหรับครั้งต่อไปจะกำหนดอัตราให้แตกต่างตามประเภทหรือฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงินก็ได้






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,391 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo