รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:09
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
24 ธันวาคม 2561   08:18:15  
ฎีกาภาษี
โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกให้โจทก์มาพบ โจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 แต่ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จึงได้ออกหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหมายเรียก โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่ก็ไม่มาพบตามหนังสือเตือนแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ส่งเรื่องให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ตามมาตรา 36 และ 90/2 แห่งประมวลรัษฎากร

ฎีกาภาษี

2_436_03 

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกให้โจทก์มาพบ โจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 แต่ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จึงได้ออกหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหมายเรียก โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่ก็ไม่มาพบตามหนังสือเตือนแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ส่งเรื่องให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ตามมาตรา 36 และ 90/2 แห่งประมวลรัษฎากร

การที่โจทก์ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ ไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานทำการไต่สวนตามมาตรา 19 และมาตรา 23 และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ โดยเสนอผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และได้รับอนุมัติผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546

เจ้าพนักงานประเมินได้เชิญโจทก์มารับทราบผลการตรวจสอบครั้งที่ 1 โจทก์ได้รับหนังสือเชิญเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2546 และได้ออกหนังสือเชิญครั้งที่ 2 โจทก์ได้รับหนังสือ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 แต่โจทก์ไม่มาพบเจ้าพนักงานประเมินตามกำหนด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ทำการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ โดยนำยอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของโจทก์และข้อมูล Online V404 มาใช้ประกอบในการประเมินภาษี

สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543

จากการตรวจสอบโจทก์มีรายได้จำนวน 18,041,101 บาท และรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2544 มี รายได้จำนวน 15,336,739.82 บาท เนื่องจากโจทก์ มิได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 ไว้ จึงได้ทำ การประเมินกรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีสำหรับรอบระยะเวลา บัญชีวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 เป็นเงินเพิ่มจำนวน 90,205.51 บาท และได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2543 เป็นเงินค่าภาษี 902,055.10 บาท และเงินเพิ่ม 324,739.92 บาท และรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีเป็นเงินเพิ่มจำนวน 76,683.70 บาท และประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงิน ค่าภาษี 766,836.99 บาท และเงินเพิ่ม 138,030.60 บาท รวมจำนวนที่ประเมินเป็น ค่าภาษี 1,668,892.09 บาท และเงินเพิ่ม 629,659.73 บาท ทั้งสิ้น 2,298,551.82

โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าการประเมินชอบแล้ว จึงวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยฟ้องกรมสรรพากรกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลย

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษี เงินได้นิติบุคคล เลขที่ 2010060/2/100190 ถึง 100193 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และ คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/30.1/21/2547 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

คำวินิจฉัยศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า..." เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจทำการประเมินภาษีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 71(1) ได้ เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งดังนี้

1. ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

2. ไม่ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และ

3. ไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับกรณีของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) และรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีอื่นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 และปี 2544 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องด้วยกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

นอกจากนี้ยังได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ให้โอกาสโจทก์โดยหมายเรียกให้โจทก์ไปพบ และนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานไปให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนแล้ว แต่โจทก์ขอผัดผ่อนเรื่อยมาเป็นเวลานานถึง 6 เดือน จึงยอมที่จะนำส่งบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานให้ไต่สวน แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรไปแล้ว ทั้งๆ ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีต่างๆ รวมถึงต้องเก็บเอกสารหลักฐานประกอบการทำบัญชีดังกล่าวไว้ให้พร้อมเพื่อการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนมากเป็นการ รับเหมาก่อสร้าง ประกอบกับกิจการของโจทก์มิใช่กิจการขายส่งสินค้าซึ่งสามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่าย ดังนี้ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ให้ความ เป็นธรรมแก่โจทก์และปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมายและคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 เรื่อง ขอบเขตการใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการในภายหลังจากที่ถูกประเมินให้ชำระภาษีและเงินเพิ่มแล้ว ไม่มีผลทำให้การประเมินที่ชอบเสียไป และเมื่อทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ สำหรับร อบระยะเวลาบัญชีปี 2543 และปี 2544 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินได้นำภาษีที่คำนวณได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 ไปคำนวณเงินเพิ่มในกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2543 ครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ตามมาตรา 67 ทวิ (1) ในอัตราร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กับนำภาษีที่คำนวณได้สำหรับ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ไปคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิ ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษี เงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิจึงเป็นการแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินเพิ่มจำนวน 90,205.51 บาท และ 76,683.70 บาท ตามลำดับ แล้วประเมินให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มดังกล่าวก็ชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นกัน เพราะการคิดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี วรรคแรก นี้มิใช่ใช้เฉพาะกับการประเมินภาษีจากกำไรสุทธิโดยวิธีปกติตามมาตรา 65 เท่านั้น แต่ยังใช้กับการประเมินภาษีโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 71(1) ด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินต้องนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่โจทก์ ถูกหักไว้และนำส่งจำเลยที่ 1 แล้วในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีที่ประเมินมาหักจากภาษีที่ประเมินตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรด้วยหรือไม่ เห็นว่าเมื่อรายรับที่โจทก์ได้ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่ง จำเลยที่ 1 แล้วในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 และปี 2544 เป็นส่วนหนึ่งของรายรับที่เจ้า พนักงานประเมินนำมาใช้ในการประเมินภาษี เงินได้นิติบุคคลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ดังกล่าวตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องนำภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วนั้นมาหักออกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ต้องชำระตามการประเมินนี้ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการประเมินโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 71(1) หรือเป็นการประเมินโดยวิธีปกติตามมาตรา 65 หรือไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับโจทก์ถูกเรียกเก็บภาษีจากรายรับหรือ รายได้เดียวกันซ้ำซ้อนซึ่งไม่ชอบด้วยความเป็นธรรมและไม่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ ซึ่งในกรณีนี้ได้ความตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้แย้งเป็นอื่นว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 และปี 2544 โจทก์ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งจำเลยที่ 1 แล้ว จำนวน 180,345.65 บาท และ 153,367.40 บาท ตามลำดับ เจ้าพนักงานประเมินจึงต้องหักภาษีส่วนนี้ให้โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้นำภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายของโจทก์สำหรับระยะเวลาบัญชี ปี 2543 และปี 2544 จำนวน 180,345.65 บาท และ 153,367.40 บาท ตามลำดับ หักออกจากภาษีที่ประเมินในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ คำขออื่นให้ยก

(ไพโรจน์ วายุภาพ – ทองหล่อ โฉมงาม – ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม)

ข้อคิดเห็น

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไปมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการรอบระยะเวลาบัญชีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ครบ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.51 และครั้งที่ 2 ยื่นภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.51 และครั้งที่ 2 ยื่นภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.50 (ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ, 68 และ 69)

การยื่นแบบแสดงรายการครั้งที่ 1 นั้นต้องจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลา 6 เดือนของรอบระยะเวลาบัญชี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ)

ประมาณการกำไรสุทธินั้นหากแสดง ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีโดยไม่มีเหตุอันสมควรบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม อีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ชำระขาด (ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี)

ปัญหามีว่ากำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบว่าประมาณการกำไรสุทธิที่แสดงไว้ในการยื่นเสียภาษีครั้งที่ 1 ตามแบบ ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกินร้อยละ 25 หรือไม่ จะต้องเป็นกำไรสุทธิตามปกติเท่านั้น หรือรวมถึงกำไรสุทธิที่เกิดจากการคำนวณกำไรย้อนกลับเนื่องจากมีการประเมินภาษีโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย

ปัญหาดังกล่าวเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1808/2542 (กรมสรรพากร โจทก์ห้างหุ้นส่วน ที.ยู.วี 1995 จำเลย) วินิจฉัยว่า "ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของรอบระยะเวลาสิบสองเดือน (ภ.ง.ด.50) คงยื่นแต่แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของรอบระยะเวลาหกเดือน (ภ.ง.ด.51) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2538 โดยแสดงใน แบบว่า จำเลยไม่มีรายได้และไม่มีเงินภาษีที่ต้องชำระ เจ้าพนักงานประเมินได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย คิดเป็นค่าภาษี 9,997,338.10 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นเงิน 3,449,081.64 บาท

นอกจากนี้เจ้าพนักงานประเมินภาษียังนำภาษีจำนวน 9,997,338.10 บาท ดังกล่าวมาคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โดยเห็นว่าเมื่อภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราร้อยละ 30 มาจากกำไรสุทธิ 100 บาท ภาษีจำนวน 9,997,338.10 บาท จึงต้องมา จากกำไรสุทธิจำนวน 33,324,460.33 บาท [(9,997,338.10 X 100)/30 ]

ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของรอบระยะเวลาหกเดือน (ภ.ง.ด.51) จำเลยต้องแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปไม่เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจำนวนดังกล่าวคือ 8,331,115.08 บาท [(9,997,338.10 X 25)/30] แต่จำเลยระบุในแบบว่าจำเลยไม่มีรายได้และภาษีที่ต้องชำระ เจ้าพนักงานประเมินจึงเห็นว่า จำเลยประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจำนวน 33,324,460.33 บาท โดยไม่มีเหตุอันสมควร

เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามมาตรา 67 ตรี คิดเป็นเงินเพิ่ม 999,733.81 บาท ดังนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย"

ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550 (บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย) เดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2551 ที่ผู้เขียนกำลังให้ข้อคิดเห็นนี้ก็เดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว โดยเห็นว่าการคิดเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี วรรคแรก มิได้ใช้เฉพาะกับการประเมินภาษีจากกำไรสุทธิโดยวิธีปกติตามมาตรา 65 เท่านั้น แต่ยังใช้กับการประเมินภาษีโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 71(1) ด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินนำภาษีที่คำนวณได้จากอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ตามมาตรา 71(1) ไปคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิ แล้วนำกำไรสุทธิที่ได้ไปเปรียบเทียบกับประมาณการตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ที่โจทก์ได้ยื่นแสดงผลขาดทุนสุทธิไว้ แล้วประเมินให้โจทก์เสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 เนื่องจากแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ย่อมเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้เขียนเห็นว่าการประเมินภาษีอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ตามมาตรา 71(1) เป็นการประเมินอันมีลักษณะเป็นการลงโทษบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด หรือไม่ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 โดยไม่คำนึงว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะมีกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือไม่ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำภาษีที่คำนวณได้จาก ร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ไปคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิ แล้วนำกำไรสุทธิที่ได้ไปเปรียบเทียบกับประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อให้รู้ว่ามีการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 หรือไม่ จึงอาจเป็นการขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทหรือห้าง- หุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นมิได้มีกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีความจำเป็นต้องเปรียบเทียบว่ามีการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 หรือไม่ และไม่อาจหากำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นได้ การนำกำไรสุทธิที่ได้จากการคำนวณกำไรย้อนกลับดังกล่าวมาเปรียบเทียบจึงนับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,376 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo