รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:19
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
18 มีนาคม 2553   20:30:54  
เล่าเรื่องหนัง ฟังเรื่องภาษี
เล่าเรื่องหนัง ฟังเรื่องภาษี
  6_436_02

สะบายดี เอ๊ย... สวัสดี อีกครั้งค่ะ...ที่ต้องทักทายกันแบบนี้ก็เพราะเราห่างหายกันไปนาน...น...เป็นครึ่งปีทีเดียว ก็ภารกิจทั้ง ส่วนรวม ส่วนตัว ส่วนกลางของผู้เขียนทั้ง 3 ซึ่งยุ่งมาก และต้องแบกรับภาระหลายด้านตามประสานักกิจกรรม เจอะเจอกันอีกทีก็สิ้นปีวัว (ดุ) เข้าสู่ปีเสือ (ทอง) กันแล้ว ถือเป็นฤกษ์ดีของ การเริ่มต้นสิ่งดีๆ กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ

ช่วงเวลาที่ผ่านมามีหนังดีๆ หลายเรื่องเชียวค่ะ เชื่อว่าคุณๆ ผู้อ่านก็คงได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวความซาบซึ้งผ่านหนังเหล่านั้นมาบ้าง แต่สำหรับฉบับนี้ไม่ใช่หนังใหม่ในโปรแกรมหรอกนะคะ เป็นหนังเก่าที่ยังคงขอคอนเซ็ปท์เรื่องชื่อเมืองเช่นเคยค่ะ แถมคราวนี้เป็นบ้านพี่เมืองน้องที่หลายท่านคงจะได้เคยไปสัมผัสกันมาแล้ว ด้วยซ้ำไป ดูคำทักแรกของเราคงจะเดาออกว่าประเทศอะไร เพราะสะบายดีเป็นภาษาลาว แปลว่า สวัสดี ค่ะ ความจริงแล้วอยากเล่าเรื่องหนังฯ ให้ทันสรรพากรสาส์น ฉบับเดือนธันวาคม 2552 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเจ้าภาพการ แข่งขันกีฬาซีเกมส์พอดี แต่ก็ประสบเหตุขัดข้องได้พบกันในช่วงปีใหม่จนได้

เมื่อพูดถึงพระเอก อนันดา เอเวอริ่งแฮม ความรับรู้แรกสุดของสาวๆ และไม่สาว (อย่างเรา) ก็คือหล่อขั้นเทพ เซเว่น เอ๊ย ซิกส์แพค สวยมาก แถมด้วยความเซ็กซี่สุดขีดแม้เพียงแค่เอียงหน้าเฉยในโฆษณาชิ้นล่าสุด แต่ถ้าเราได้ติดตามบทบาทอันหลากหลายของเขาอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่าอนันดาไม่ได้แค่หล่ออย่างเดียว เขาทำให้เรา "เชื่อ" ว่าเขา "เป็น" ในบทบาทนั้นๆ จริงๆ เมื่ออนันดาเป็นช่างภาพ
เราก็เห็นว่าเขาเป็นช่างภาพ อนันดาเป็นสาวประเภทสอง (วัยรุ่น เรียกว่า สาวข้ามเพศ) เราก็เชื่อว่าเธอเป็นกระเทย อนันดาเศร้าเพราะ สูญเสียคนรัก น้ำตาเราก็ท่วมจอ และด้วย ความที่เลือกบทแสดง เราจึงได้เห็นอนันดาในบทบาท ที่หลากหลายแตกต่าง แต่บทบาทที่ เป็นตัวของเขาเอง เราเห็นได้จากหนังเรื่อง "สะบายดี หลวงพระบาง" ที่กำลังจะเล่าถึง นี่ล่ะค่ะ

"สอน" ช่างภาพหนุ่ม นั่งรอคอยอะไร บางอย่างอยู่ที่สนามบินนานาชาติ สปป.ลาว เมื่อเสียงประกาศแจ้งเตือนให้ผู้ที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เตรียมแสดงหลักฐานเพื่อขึ้นเครื่อง เขาลุกขึ้นเหมือนตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง แล้วภาพจึงตัดกลับไปเมื่อ 7 วันที่ผ่านมา

สอนได้รับมอบหมายให้ไป สปป. ลาว แบบไม่ค่อยเต็มใจนักเพื่อถ่ายภาพลงนิตยสารที่เขาทำงานอยู่ ด้วยเหตุผลเพราะเขามีเชื้อสายลาว (ชีวิตจริงอนันดาก็เป็นลูกครึ่งลาว-ออสเตรเลียค่ะ) แต่ความรับรู้เกี่ยวกับ สปป.ลาว ของสอนน้อยมากเพราะเติบโตที่ต่างประเทศ เขามีภารกิจต้องเก็บภาพภูมิทัศน์ เรื่องราว ชีวิตและผู้คนของ สปป.ลาว ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันจำกัด โดยเริ่มมุ่งหน้าไปที่เมืองปากเซทางตอนใต้ของ สปป.ลาว เป็นจุดหมายแรก

เขาเดินทางถึงเมืองปากเซในวันที่ฝนตกหนัก ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษและมีน้ำใจ จึงจะเข้าไปกางร่มให้แม่หญิงลาวที่ยืนตากฝนเปียกปอนคนหนึ่ง แม้จะถูกไล่และไม่ยินดีรับไมตรีจากเขาด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม แต่สอนก็ฝากเด็กเอาร่มมาให้แม่หญิงคนนั้นซึ่งไม่ต้องตากฝนกลับบ้าน

แท้จริงแล้วหญิงสาวคนนั้นคือ "น้อย" ไกด์นำเที่ยวท้องถิ่น ซึ่ง ให้บังเอิญที่บุพเพต้องทำ หน้าที่ (หนังของเรามักเกี่ยวข้องกับบุพเพ- อาละวาดอยู่เสมอนะคะ ลองสังเกตดู) เมื่อเพื่อนสาวของน้อยรถล้มขาเจ็บ ไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่นัดกับสอนไว้ จึงติดต่อให้น้อยมารับลูกค้าแทน เมื่อพบหน้ากัน น้อยจำได้และขอบคุณเขาเรื่องร่มโดยไม่รู้ว่านั่นคือลูกค้าของเพื่อนเพราะข้อมูลสังเขปที่ได้มาคือเป็นฝรั่ง แต่สอนพูดไทยชัดแจ๋ว กว่าจะรู้เรื่องกันก็เลยเวลานัดทำให้ต้องเร่งรีบ

เมื่อเก็บภาพในเมืองได้ตามที่ต้องการแล้ว จึงหมดหน้าที่ไกด์ของน้อย แต่เมื่อรู้ว่าสอนมี เป้าหมายจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็ง น้อยอาสาเป็นไกด์ต่อให้ด้วยความเป็นห่วง (อย่าคิดมาก เป็นเราก็ตามนั้นแหละ นิ้ดด...นึงค่ะ) ทั้งสอง จึงได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้เรียนรู้ พูดคุยในเรื่องที่เป็นส่วนตัวของกันและกันมากขึ้น ได้แสดงความประทับใจเล็กๆ ต่อกันอย่างเช่น สอนซื้อรองเท้าแตะแทนรองเท้าส้นสูงให้น้อย เพื่อจะได้เดินได้สบายขึ้น จนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับ ด้วยความที่เคยแต่นำเที่ยวในเมือง น้อยจึงพาสอนหลงทางและไปไม่ทันเรือที่นัดมารับแบบว่า "ให้เงินมัดจำเขาไปแล้ว เขาต้องมา" ในขณะที่สอนหงุดหงิดว่าต้องยังไม่ให้เงินสิเขาถึงจะมา ให้เงินไปแล้วก็เชิดแน่ (ตามวิธีคิดของผู้คนในประเทศพัฒนาแล้ว) คืนนั้นทั้งสองต้องไปขอนอนพักที่บ้านชาวบ้านแถวนั้นซึ่งไม่ได้เปิดรับเพราะเป็นโฮมสเตย์ แต่เปิดรับเพราะเป็น "แขก" สอนหยิบเงินจะให้เป็นค่าตอบแทน จึงได้เรียนรู้ว่าที่นี่เขาทำงานให้เป็นการตอบแทน ไม่ใช่เงิน…

เช้าวันรุ่งขึ้นสอนได้รับอีกบทเรียนหนึ่งเมื่อเรือที่นัดไว้เมื่อวานมารับพร้อมกับ "คิด(ราคา)
ครึ่งเดียว" เมื่อกลับขึ้นฝั่ง สอนซึ่งวางแผนจะไปเยี่ยมปู่และครอบครัวทางพ่อที่เมืองปากซัน กลับต้องเจอเหตุการณ์หักมุมเมื่อรถโดยสารซึ่งน้อยโทรฯ มาจองตั๋วไว้ เอาตั๋วขายให้คนอื่นเพราะมีเงินสดมาซื้อ ไม่ได้โทรฯ มาซื้อ (เป็นวิธีประชดมุมมองของคนในเมืองที่ถูกวัตถุนิยมกลืนไปแล้ว ต่างจากแถบนอกเมืองอย่างเช่นเมื่อวาน) หากจะใช้เส้นทางอื่นต้องอ้อมเสียเวลา น้อยแก้ปัญหาด้วยการ "เหาะไป" แต่ต้องไปแวะนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงก่อน แล้วจึงต่อรถไปเมืองปากซัน น้อยซึ่งมีบ้านเป็นร้านผ้าไหมอยู่ที่นครเวียงจันทน์ จึงพาสอนไปกินข้าวที่บ้าน ได้รู้จักกับแม่ของน้อยและน้องสาวตัวแสบ ทำให้คุ้นเคยกันมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

สอนไปหาปู่และครอบครัวของพ่อเป็น ครั้งแรกในชีวิต เขารู้สึกอบอุ่นประทับใจเพราะ ปู่และญาติพี่น้องของเขาจัดบายศรีสู่ขวัญกันอย่างพร้อมหน้า ทุกคน "รู้จัก" เขาแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เสร็จพิธีเขาได้พูดคุยกับปู่ด้วยเรื่องจิปาถะจนกระทั่งได้เห็นภาพถ่ายพ่อกับแม่หญิงลาวคนหนึ่ง จึงได้รู้ว่าเป็นคนรักเก่าของพ่อ ชื่อ "สอน" ชื่อของเขาก็น่าจะมีที่มาจากหญิง ผู้เคยเป็นหรืออาจจะยังเป็นที่รักของพ่ออยู่ เมื่อถึงเวลากลับ สอนเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง มีหญิงกลางคนยืนกวาดหน้าบ้านอยู่ เขาเดินเข้าไปทักทายจึงเห็นว่า ที่แท้ก็คือหญิงที่ชื่อสอน คนรักเก่าของพ่อ ที่ยังพูดถึงพ่อของเขาด้วยความระลึกถึงและมีไมตรี นับเป็นความสวยงามของมิตรภาพที่ไม่อาจจะหาได้แล้วในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยรุนแรงเข้ามาครอบงำกลืนกินผู้คนจนหมดสิ้น

สอนกลับมาเจอกับน้อยอีกครั้งที่ร้านอาหารริมน้ำในนครเวียงจันทน์ พูดคุยกันจนรู้ว่าน้อยมีคน (เคย) รักอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เขาชวนเธอกินข้าวเย็น แต่น้อยกลับชวนเขาไปงานแต่งงานของเพื่อนซึ่งเป็นประเพณีตามแบบฉบับของลาว สอนรับคำและไปรับน้อยที่บ้าน ที่ซึ่งเขาตะลึง (พอดีๆ ค่ะไม่มาก) กับความงามในแบบเรียบง่ายของน้อย ในงานแต่งงาน สอนค่อยๆ พูดถึงตัวเองมากขึ้น พูดถึงความรักมากขึ้นเหมือนกับอยากจะโยนหินถาม(ทาง) ไปที่น้อย ผู้ซึ่งยังคงเก็บงำความรู้สึกไว้นิดๆ แม้ว่าจริงๆ เราก็แอบจับอาการได้ว่าเธอก็สนใจสอนอยู่ (มาก) บ้าง คืนนั้นสอนกลับที่พักด้วยความเมามาย ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่งาน และน้อยเก็บไว้ให้ ทั้งสองจึงนัดเจอกันที่ร้านอาหารริมน้ำอีกครั้งก่อนเขาเดินทางกลับมหานครกรุงเทพ

ในระหว่างวัน ก่อนถึงเวลานัด โทรศัพท์ของสอนดังขึ้น เป็นหญิงสาวของเขาโทร. มา และน้อยได้เห็นรูปถ่ายคู่กัน สอนนั่งรอน้อยที่ร้านอาหารจนค่ำ เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่มาแน่แล้ว เขาจึงไปหาเธอที่บ้าน "น้อยไปหลวงพระบางแล้ว" แม่ของเธอบอกพร้อมกับคืนโทรศัพท์ให้

นี่เป็นคำเฉลยของฉากแรกที่สอนนั่งลังเลอยู่ที่สนามบิน เขาลุกขึ้น ทิ้งตั๋วกลับกรุงเทพฯ และวิ่งมาโบกรถไปเมืองหลวงพระบาง เมื่อได้พบกันอีกครั้ง กลับเป็นเขาที่ขัดเขิน พูดติดๆ ขัดๆ ตะกุกตะกัก จนน้อยต้องเป็นฝ่ายขอให้เขาช่วยไปยังที่ที่หนึ่ง เพื่อบอกใครบางคนว่าเธอชอบเขาแต่ไม่กล้าบอก สอนรับคำและจากมาแบบงงๆ เมื่อถึงหน้าร้านที่เป็นกระจก และมองเห็นเป็นตัวเขาเองที่ข้อความของน้อยพูดถึง ด้วยความลิงโลด เขารีบกลับไปหาเธอและพบว่าน้อยจากไปแล้ว เธอโทร. หาเขาเพื่อขอเวลาทบทวน พร้อมกับคำมั่นว่าหากทั้งสองยืนยันความสัมพันธ์ครั้งนี้ อีกหนึ่งปีให้กลับมาพบกันที่เดิม

แม้จะกลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่ทำงานเดิมๆ แต่บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว หญิงสาวของเขาจากไปอยู่แดนไกล เปิดทางให้สอนได้ย้ำเตือนถึงความทรงจำและความสัมพันธ์แสนงาม หนึ่งปีผ่านไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชายหนุ่มไทยคนหนี่งและแม่หญิงลาวคนหนึ่ง ต่างเดินอยู่บนถนนในเมืองหลวงพระบาง และทั้งสองมุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน....

ไม่ต้องจบซึ้งมากไปกว่านี้แล้วค่ะ แค่นี้ก็อยากจะกรี๊ด...ดด...ร้อยตลบ เป็นบทจบที่เท่ ในแบบของอนันดาจริงๆ นี่ล่ะค่ะที่เกริ่นไว้แล้วว่า อนันดาทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นอย่างที่เราเห็น นอกจากบทบาทการแสดงที่สุดยอดแล้ว อนันดายังเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยค่ะ ลึกๆ แล้ว เขาก็คงอยากจะค้นหา "ราก" ของตัวเองเหมือนกับสอนก็เป็นได้ แต่ในความเป็นจริง อนันดานั้นมีคุณแม่ลาว คุณพ่อออสซี่ นะคะ หนังคงต้องการจงใจสลับเพื่อให้มีพล็อตเรื่องของ "ป้าสอน" คนรักเก่าของพ่อ เพื่อ เพิ่มน้ำหนักความรักที่งดงามเข้ามาให้ได้สัมผัสกัน บทก็ดี ภาพก็สวย เหมือนได้ไปท่องเที่ยว สปป.ลาว แบบเต็มอิ่มอีกด้วย เพลงประกอบก็เพราะ และที่สำคัญนักแสดงไม่เว่อร์ การแต่งตัวไม่เว่อร์ เป็นหนังที่ทำให้เราซาบซึ้งแบบพอเพียงจริงๆ ค่ะ

ให้เวลากับความดื่มด่ำกันพอสมควรแล้ว แน่นอนว่าเราต้องกลับเข้ามาหาสาระหลักของคอลัมน์นี้ จำร้านผ้าไหมของคุณแม่ของน้อยได้ ใช่มั้ยคะ? ร้านใหญ่ๆ แบบนี้ในนครเวียงจันทน์มีเยอะค่ะ และจริงๆ แล้วเมืองใหญ่ติดชายแดนของเราอย่างเชียงราย ตาก หนองคาย มุกดาหาร สุรินทร์ หรืออุบลราชธานี ก็มักจะมีการค้าชายแดนขายสินค้าพื้นเมืองประมาณนี้อยู่ด้วย คราวนี้เรามาศึกษาเรื่องของภาษีการค้าชายแดนกันดูบ้างค่ะ ก่อนอื่นขอเรียนว่า "การค้าชายแดน" หมายถึง รูปแบบการค้าที่ประชาชนชาวบ้านทั่วๆ ไปที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกิจการค้าชายแดนและการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันหรือเป็นสินค้าพื้นบ้าน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ขาดแคลนของประชาชนตามแนวพรมแดน1

จากหนังเรื่องนี้ เราจะเน้นถึงประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ค่ะ

ความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-ลาว

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีพัฒนาการที่สำคัญจากการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-ลาว อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547 ณ แขวงจำปาสัก และจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นการประชุม ครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายสามารถหารือ ในปัญหาที่คั่งค้างเป็นเวลานานได้อย่างตรงไป ตรงมาและหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้ และ
ได้ผลักดันความร่วมมือในระยะต่อไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายได้นำผลการประชุมดังกล่าวมาปฏิบัติ จนมีผลคืบหน้าร่วมกันในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึ่งมีการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าเกษตรจาก สปป.ลาว รวมทั้งประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรจาก สปป.ลาว ในกรอบอาเซียนและ ACMECS เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับใน ปี 2547 ประเทศไทยได้ให้สิทธิพิเศษด้าน ภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าเกษตรจาก สปป.ลาว ทั้งฃในรูปของการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ (ASEAN Integration System of Preferences – AISP) และยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าในลักษณะ One Way Free Trade รวมจำนวน 187 รายการและเพิ่มเป็น 300 รายการในปี 2548 - 2549 และ 301 รายการ ในปี 2550 - 2552

ปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับ สปป.ลาว จำนวน 35,075 ล้านบาท และมีปริมาณการค้าชายแดนรวม 34,206 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการ ส่งออก 26,283 ล้านบาท จากสินค้าส่งออก ไป สปป.ลาว ที่สำคัญ ได้แก่ ปิโตรเลียม ยานพาหนะ เครื่องดื่ม ยานยนต์ขนส่งสินค้า เครื่องจักรกล ปูนซีเมนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ ยางรถยนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ผ้าผืน เคมีภัณฑ์ สบู่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น และมูลค่าการนำเข้า 7,923 ล้านบาท จากสินค้านำเข้าจาก สปป.ลาว ที่สำคัญ ได้แก่ แร่ทองแดง ไม้แปรรูป ข้าวโพด รถยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ เมล็ดธัญพืช กะหล่ำปลี เสื้อผ้าสำเร็จรูป ถ่านหิน เป็นต้น และประเทศไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 18,360 ล้านบาท (ทั้งนี้ ไม่รวมค่ากระแสไฟฟ้า)2

ภาษีเกี่ยวกับการค้าใน สปป.ลาว

ภาษีที่เรียกเก็บจากการดำเนินธุรกิจ และนำเข้าสินค้าใน สปป.ลาว ตามกฎหมายภาษี ของ สปป.ลาว เลขที่ 04/94 ลงวันที่ 18/07/1994 และกฎหมายสรรพากร เลขที่ 04/95/สพช ลงวันที่ 14/10/1995 กำหนดวิธีการและอัตราการเก็บภาษีนำเข้าภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีอากรตัวเลขธุรกิจ) ซึ่งในทางปฏิบัติจะเรียกเก็บตั้งแต่ต้นทาง เมื่อมีการ นำเข้าสินค้า โดยให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ชำระก่อนในเบื้องต้น มีอัตราการเรียกเก็บภาษีตามประเภทสินค้า เช่น

• ภาษีศุลกากร (Duty) สปป.ลาวได้ประกาศอัตราภาษีขาเข้าเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 สำหรับสินค้าขาเข้า จำนวน 3,552 รายการ แบ่งเป็นประเภทสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพและสินค้าทั่วไป เช่น อาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงมี 6 อัตรา คือ ร้อยละ 5, 10, 15, 20, 30, และ 40ยานพาหนะ มี 5 อัตรา คือ ร้อยละ 50, 60, 80, 100 และ 150 บุหรี่ ร้อยละ 60 เหล็กและเบียร์ร้อยละ 80

ภาษีการบริโภค (Consumer Tax) เรียกเก็บจากผู้บริโภค คล้ายกับ VAT ของไทยซึ่งมี 4 อัตรา คือ 3%, 5%, 10% และ 15% ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า สปป.ลาว ได้ออก รัฐบัญญัติของประธานประเทศ เลขที่ 02/สปป ลงวันที่ 10/05/1997 แก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้า และเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยหมวดยานพาหนะ เบียร์ บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า

ภาษีการค้า (Business Tax) จะเก็บตามชนิดของสินค้า โดยจะชำระที่ด่านศุลกากรเช่นเดียวกับที่ชำระภาษีศุลกากร ซึ่งคำนวณจากราคา CIF (Cost, Insurance and Freight) ของสินค้าตามที่แจ้งรวมภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าในลักษณะขายส่ง ณ จุดขาย ผู้ขายส่งจะแจ้งและชำระภาษีเดือนละครั้ง ตามชนิดของสินค้า คือ ร้อยละ 3, 5, 10, 15 และร้อยละ 20 ตามลำดับ สำหรับผู้นำเข้ามาเพื่อขายต่อหรือเพื่อผลิตต่อจะได้รับการคืนภาษี

นอกจากนี้ยังมีมาตรการภาษีและกฎระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และนำเข้าสินค้าใน สปป.ลาว เช่น ภาษี- สรรพสามิต (Excise Tax) การชำระภาษีเงินได้ การเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม (Special Tariff) การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ASEAN : Integration System of Preference (AISP)) ซึ่งคุณๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ http://www.dft.go.th

ถึงตอนนี้เราลองมาดูภาษีเกี่ยวกับการ นำเข้า-ส่งออกของไทยกันบ้างค่ะ

สำหรับการนำเข้า

การนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผู้นำเข้าอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 77/2 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการ ส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ซึ่งการนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากรขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อน ดังกล่าวมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร

โดยทั่วไปความรับผิดในการเสียภาษี มูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือ จัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากร ขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามมาตรา 78/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร ตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามมาตรา 83/8 และมาตรา 83/10 แห่งประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ หากเป็นการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดศุลกากร (ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากร แห่งพระราช-กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530) จะมีผลทำให้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 81(2)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับการส่งออก

การส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร เพื่อส่งไปต่างประเทศ ถือเป็นการส่งออกตาม มาตรา 77/1(14) แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรได้วางเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานสรรพากรในการตรวจและแนะนำผู้ประกอบการจดทะเบียน3 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น แต่ทั้งนี้ ไม่รวมอาการขาออก ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามมาตรา 78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร4






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,407 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo