รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:08
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
24 ธันวาคม 2561   08:18:38  
ประเด็นภาษีต้องระวังหลังปีใหม่
เมื่อถึงช่วงสิ้นปี บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ มักจะมีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง เพื่อสร้างสัมพันธ์และขวัญกำลังใจให้แก่พนักงานลูกจ้างให้ตั้งใจทำงานในปีต่อๆ ไปยิ่งขึ้น รูปแบบการจัดงานปีใหม่ของบริษัทก็แน่นอนว่าประกอบด้วยการเลี้ยงอาหารเครื่องดื่ม แจกของขวัญจับสลากของรางวัล

ประเด็นภาษีต้องระวังหลังปีใหม่
  1_444_02

มื่อถึงช่วงสิ้นปี บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ มักจะมีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง เพื่อสร้างสัมพันธ์และขวัญกำลังใจให้แก่พนักงานลูกจ้างให้ตั้งใจทำงานในปีต่อๆ ไปยิ่งขึ้น รูปแบบการจัดงานปีใหม่ของบริษัทก็แน่นอนว่าประกอบด้วยการเลี้ยงอาหารเครื่องดื่ม แจกของขวัญจับสลากของรางวัล บางบริษัทก็จัดงานให้ทั้งแก่พนักงานลูกจ้าง และให้แก่ลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ (บางแห่งเรียกว่างาน Thank You Party) นอกจากนี้ ยังมีเงินโบนัส เงินรางวัลประจำปีให้แก่พนักงานที่อาจจะมีอายุงานตามที่บริษัทกำหนด หรือให้แก่พนักงานดีเด่น แล้วแต่นโยบายของแต่ละแห่งอีกต่างหาก จึงเกิดเป็นประเด็นที่น่าสนใจ (และได้รับการซักถามเป็นประจำ) ว่าฝ่ายที่ได้รับจะต้องมีภาระภาษีหรือไม่ จะถือเป็นรายได้ของพนักงานและต้องคำนวณภาษีเพื่อนำส่งหรือไม่ และบริษัทหรือห้างร้านที่เป็นผู้ให้จะมีสิทธินำค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านั้น มาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ หรือนำมาถือเป็นภาษีซื้อเพื่อหักภาษีขายในการคำนวณภาษีได้หรือไม่ เมื่อมองเห็นประเด็นที่น่าจะมีประโยชน์ในบรรยากาศช่วงเริ่มต้นปีใหม่เช่นนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเรื่องดังกล่าวโดยวางกรอบการอธิบายด้วยการปูพื้นหลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากรเพื่อให้เกิดความเข้าใจเสียก่อน แล้วจึงยกตัวอย่างกรณีศึกษาเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองภาพรวมและเกิดความเข้าใจได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้ในการวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ โดยแบ่งเนื้อหาหลักออกเป็น ส่วนที่ 1. หลักเกณฑ์เบื้องต้นตามประมวลรัษฎากร และส่วนที่ 2. ประเด็นปัญหาทางภาษีที่น่าสนใจ

1.หลักเกณฑ์เบื้องต้นตามประมวลรัษฎากร

1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา2

กรณีบริษัทจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่พนักงานหรือลูกค้า เพื่อจัดงานปีใหม่ หรือมีการแจกของขวัญ ของชำร่วย ฯลฯ หรือพาไปเที่ยว กรณี ดังกล่าวถือเป็นรายได้ของพนักงานแต่ละคนซึ่งต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร โดยจะพิจารณาเฉพาะหลักการยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 42(10) ซึ่งแยกออกเป็น 2 กรณี คือ (1) เงินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา และ (2) เงินได้ที่ได้รับจากการ ให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

(1) เงินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา

เงินได้ประเภทนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งคำว่า "หน้าที่ธรรมจรรยา" หมายถึง หน้าที่ทางศีลธรรม กรณีอย่างไร จึงจะถือเป็นหน้าที่ธรรมจรรยาหรือหน้าที่ทางศีลธรรมนั้น ต้องพิจารณาจากข้อ เท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาตาม กรณี (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2517 วินิจฉัยว่า มารดายกที่ดินให้บุตร 1 แปลง เนื้อที่ 11 ไร่ ในขณะที่บุตรนั้นมีอาชีพและครอบครัวเป็นหลักฐานแล้ว ไม่อยู่ในสภาพที่ผู้เป็นมารดามีหน้าที่ตามธรรมจรรยาที่จะต้องอุปการะทั้งที่ดินเป็นจำนวนมากราคาสูง จึงมิใช่เป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยาดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(3)

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ3 ประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10) จะใช้คำว่า หน้าที่ธรรมจรรยา เหมือนกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(3) แต่การตีความน่าจะแตกต่างกัน เพราะมาตรา 42(10) เป็นบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน การตีความ จึงต้องคำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสียของมหาชน ส่วนมาตรา 535(3) เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชน การตีความจึงคำนึงถึงแต่ส่วนได้เสีย ของคู่กรณีเท่านั้น ทั้งมาตรา 42(10) มิได้ใช้ คำว่า "การให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา" โดดๆ เหมือนมาตรา 535(3) แต่ใช้คำว่า "การได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา" ฉะนั้น การให้โดยเสน่หาที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42(10) จะต้องเป็นการให้ในลักษณะการอุปการะ เช่น บิดามารดาให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่ออุปการะบุตรผู้เยาว์หรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วแต่ทุพพลภาพหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ หรือบุตรให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่ออุปการะบิดามารดา เป็นต้น หากมิใช่การให้ในลักษณะอุปการะ เช่น บิดามารดาให้เงินหรือทรัพย์สินแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วหาเลี้ยงตนเองได้ ไม่จำเป็นต้อง ได้รับการอุปการะจากบิดามารดาแต่อย่างใด จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษี

(2) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี4

การให้โดยเสน่หาทำให้ผู้รับการให้มีเงินได้เกิดขึ้น จึงต้องเสียภาษี ซึ่งตามหลักแล้ว ถือว่าผู้รับการให้เป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษี จะได้รับยกเว้นภาษี ก็ต่อเมื่อเป็นการให้เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การให้ในพิธีมงคลสมรสถือเป็นการให้เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จึงได้รับยกเว้นภาษี5

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาตามกรณี (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2518 วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีเงินได้เป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้นว่า โจทก์ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพราะจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรจำเลยประเมินมานั้นมิใช่เงินได้พึงประเมิน หรือแม้เป็นเงินได้พึงประเมินก็ได้รับยกเว้นภาษี ดังนี้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้กล่าวอ้างจะต้องพิสูจน์ว่าเงินจำนวนนั้นๆ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เพราะเหตุใด กล่าวอีกนัยหนึ่ง โจทก์จะต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า เงินจำนวนนั้นๆ มิใช่เงินได้พึงประเมิน หรือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีนั่นเอง

โจทก์ได้หุ้นซึ่งเรียกกันว่าหุ้นฟรีรวมเป็น เงิน 341,250 บาทมา เพราะโจทก์ทำงานให้ ส. ส. จึงให้หุ้นตอบแทน เห็นได้ว่าโจทก์ได้หุ้นมาเป็นประโยชน์ตอบแทนกับการที่โจทก์ได้ทำงานให้แก่ผู้ให้ประโยชน์นั้นมีมูลค่าเป็นเงิน จึงถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาตามความในมาตรา 40(2)(8) แห่งประมวลรัษฎากร หาใช่ว่าโจทก์ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาของผู้ให้หุ้นแก่โจทก์ไม่ กรณีหุ้นที่เรียกว่าหุ้นฟรีจึงไม่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

การที่พ่อค้าให้เงินจำนวนมากแก่ข้าราชการ แม้ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ จะถือว่า เป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีได้หรือไม่นั้น กรณีอย่างนี้ยากที่จะถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวได้ การณ์ย่อมแล้วแต่คติร่วมกันของฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ฉะนั้น เช็ค 4 ฉบับ จำนวนเงิน 70,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเป็น ของขวัญในวันขึ้นปีใหม่จากบริษัท ส. จึงเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ เพราะเป็นเงินที่ได้จากการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10)

ข้อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกา ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า การที่พ่อค้าให้เงินจำนวนมากแก่ข้าราชการ แม้ในโอกาสวัน ขึ้นปีใหม่ จะถือว่าเป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีได้หรือไม่นั้น ยากที่จะถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวได้ ย่อมแล้วแต่คติร่วมกันของฝ่ายผู้ให้และผู้รับ และศาลฎีกาเห็นว่า สิ่งได้รับเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่จากบริษัท เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เงินได้เพราะเป็นเงินที่ได้จากการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10) นั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าว ไม่น่าจะถือว่าเป็นสิ่งของที่ให้แก่กันตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะเงินที่ได้จากการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีตามประมวล- รัษฎากร มาตรา 42(10) นั้นน่าจะต้องมีราคาหรือมูลค่าตามสมควรไม่ใช่ มีมูลค่าที่สูงเกินไป อีกทั้งปัจจุบันได้มีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2543 กำหนดว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือ กฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ดังต่อไปนี้

1. รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

2. รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท

3. รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป

ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว เงินที่ได้รับจึงไม่น่าจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2520 วินิจฉัยว่า เงินที่มีผู้ให้คราวละมากๆ เพื่อหวังประโยชน์มิใช่ให้ในพิธีหรือโอกาสแห่งขนบ- ธรรมเนียม ประเพณี ไม่ยกเว้นภาษีเงินได้

แนววินิจฉัยของกรมสรรพากร

ประเด็นปัญหา6 นาย ก. ได้โอนเงินไปจากประเทศไทยจำนวนหนึ่งซึ่งได้มาจากพิธีสมรส นาย ก. เห็นว่าตามกฎหมายไทยเงินได้จำนวนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(10) แห่งประมวลรัษฎากร แต่กรมสรรพากร ประเทศสหรัฐอเมริกา (I.R.S.) จะเรียกเก็บภาษีโดยแจ้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการเสียภาษีที่ประเทศไทย นาย ก. จึงขอให้ทางกรมสรรพากรออกหนังสือยืนยัน ถึงเงินได้จำนวนดังกล่าวว่าได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมายไทย เพื่อนำไปยื่นต่อ I.R.S. ประเทศสหรัฐอเมริกา

แนววินิจฉัย หากเงินได้ดังกล่าว เป็นเงินได้ที่ได้รับมาจากพิธีสมรสของนาย ก. จึงถือเป็นเงินได้จากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ย่อม ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(10) แห่งประมวลรัษฎากร

1.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล7

กรณีบริษัทจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่พนักงานหรือลูกค้า เพื่อจัดงานปีใหม่ หรือมีการแจกของขวัญ ของชำร่วย ฯลฯ หรือพาไปเที่ยว จะเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของบริษัทโดยตรงหรือไม่ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ อย่างไร แบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 กรณีคือ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา และ รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

1.2.1 รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา แยกพิจารณาออกเป็น 2 ประเด็นคือ

(1) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว 8 หมายความรวมถึงรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของกิจการ คือผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เป็นต้นว่า ผู้จัดการบริษัทจ่ายค่าเล่าเรียนให้บุตรและนำมาลงเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท กรณีนี้ย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้

จึงเกิดปัญหาว่ารายจ่ายอย่างไรจึงจะเรียกว่ามีลักษณะเป็นการส่วนตัว ซึ่งมีความหมายครอบคลุมไปถึงลักษณะของรายจ่ายนั้น โดยอาจเป็นรายจ่ายหรือไม่เป็นรายจ่ายของกิจการก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายของกิจการหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีลักษณะเป็นรายจ่ายส่วนตัวแล้ว จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีไม่ได้ แนวทางที่จะพิจารณาว่า รายจ่ายใดมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของรายจ่ายนั้นๆ มีความสัมพันธ์กับกิจการหรือไม่ และข้อเท็จจริงของความจำเป็นที่จะต้องจ่ายในแต่ละกรณี อย่างไร ก็ดี รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัวอาจกล่าวกว้างๆ ได้ว่า หมายถึงรายจ่ายซึ่งควรจะจ่ายเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหารงาน หรือพนักงานของกิจการ มากกว่าที่จะเป็นรายจ่ายในการดำเนินกิจการปกติตามความจำเป็นและสมควร หรือไม่อยู่ในวิสัยที่กิจการจะพึงมีรายจ่ายเช่นนั้น

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2519 วินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่ห้างฯ ลงบัญชีไว้เป็นค่าสโมสร ค่าต้อนรับ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสมาคม รายจ่ายค่าซื้อของขวัญ มีลักษณะเป็นการส่วนตัว พยานหลักฐานที่ห้างฯ นำสืบ ไม่พอฟังเป็นประการอื่น จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้าม ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2761/2524 วินิจฉัยว่า รายจ่ายของบริษัทโจทก์ค่าซื้อบัตรการกุศลต่างๆ เช่น บัตรแสดงดนตรีละคร ค่าซื้อของขวัญในโอกาสต่างๆ เช่น ในงานวันเกิด วันแต่งงาน วันขึ้นปีใหม่ ค่าช่วยงานต่างๆ เช่น งานบวช งานเลี้ยง งานทอดกฐิน มีลักษณะเป็นการส่วนตัว หากจะมีผลตอบแทนในด้านการโฆษณาชื่อเสียงและสินค้าของโจทก์อยู่บ้าง ก็เป็นแต่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น บางรายการที่เป็นการกุศลก็มิใช่การกุศลสาธารณะ จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสิทธิไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)

3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2524 วินิจฉัยว่า รายการจ่ายในการซื้อบัตรงานกุศลต่างๆ เช่น งานกาชาด งานบอล ซื้อของขวัญปีใหม่และงานสมรส มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินนั้นๆ เพื่อประโยชน์ในการทำงานหรือในทางสังคมของตนเองเป็นส่วนตัว ยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ของบริษัทโจทก์ มิใช่รายจ่ายเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรง ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)

4. คำพิพากษาฎีกาที่ 1775/2522 วินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายของโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการจ่ายตามประเพณีนิยมของการดำเนิน กิจการค้านั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นการให้ ของขวัญ ของชำร่วย จัดช่วยเหลือในงานเลี้ยง อันมีจุดประสงค์ในการจ่ายเพื่อประโยชน์บุคคลบางคน ไม่ได้จ่ายเพื่อประโยชน์ในการค้าโดยเฉพาะ โจทก์ทำการค้าตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องอาศัยบารมีหรืออิทธิพลของบุคคลอื่นใด จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ต้องห้ามมิให้ถือเป็น รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามประมวล- รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)

(2) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา9 หมายความถึงรายจ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายไปโดยไม่หวังให้ผู้รับทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตอบแทน และผู้รับไม่มีข้อผูกพันที่จะต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตอบแทน ในเมื่อรายจ่ายดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องและไม่เกิดประโยชน์แก่กิจการ กฎหมายจึงห้ามนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,371 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo