รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:10
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
24 ธันวาคม 2561   08:18:50  
การแบ่งกรรมสิทธิ์รวม-คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8581/2551
นางสาวจันทร์ วิภาดาพงษ์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 โจทก์ และนางกรทิพย์ สิงหเสนี ร่วมกันซื้อที่ดินตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากนายวิชัย จริยากรกุล จำนวน 64 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ติดต่อเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกัน โดยตามทะเบียนระบุชื่อโจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของรวมกันทุกแปลง ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535

ฎีกาภาษี

 2_436_02

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8581/2551
นางสาวจันทร์ วิภาดาพงษ์ โจทก์
กรมสรรพากร จำเลย ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 โจทก์ และนางกรทิพย์ สิงหเสนี ร่วมกันซื้อที่ดินตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากนายวิชัย จริยากรกุล จำนวน 64 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ติดต่อเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกัน โดยตามทะเบียนระบุชื่อโจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของรวมกันทุกแปลง ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 มีการทำนิติกรรมเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนของที่ดินทั้ง 64 แปลง ที่มีชื่อโจทก์และนางกรทิพย์ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน โดยโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินส่วนของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1418 ถึง 1445 และเลขที่ 1453 ถึง 1457 ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์ และนางกรทิพย์ทำนิติกรรมขายที่ดินส่วนของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1119 และเลขที่ 1397 ถึง 1402 ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์

นอกจากนี้โจทก์และนางกรทิพย์ร่วมกัน ทำนิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 1403 ถึง 1417 และเลขที่ 1446 ถึง 1452 ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 22 แปลง ให้แก่นางดาวรุ่ง ศิริกายะ โดยโจทก์กับนาง กรทิพย์ร่วมกันจดทะเบียนยินยอมให้นางดาวรุ่งมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกับโจทก์และนางกรทิพย์ ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 597 ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เป็นถนน

โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการทำนิติกรรมดังกล่าวทั้งหมด จำเลยจึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ยอมรับที่จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่โจทก์และนางกรทิพย์ร่วมกันขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่ง แต่โจทก์โต้แย้งเฉพาะเรื่องเบี้ยปรับว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง และขอให้ประเมินภาษีส่วนท้องถิ่นให้แก่โจทก์ใหม่

ส่วนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วน ที่อ้างว่าโจทก์ขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้นาง กรทิพย์นั้น โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระ เพราะไม่เป็นการขาย แต่เป็นการแบ่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรวม โจทก์จึงไม่ต้องชำระ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าการประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว แต่ให้ลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์ หรือไม่

โจทก์อุทธรณ์ว่า การโอนที่ดินจำนวน 33 แปลงให้แก่นางกรทิพย์เป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมโดยต่างฝ่ายต่างไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์แต่อย่างใด มิใช่การขายตามความหมายในมาตรา 91/1(4) แห่งประมวล-รัษฎากร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

เห็นว่าตามมาตรา 1364 แห่งประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้นพึงกระทำโดยการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือตกลงขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ดังนั้น เจ้าของรวมจึงมีสิทธิที่จะตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธีดังกล่าว

ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ผืนใหญ่ติดต่อกันซึ่งแบ่งแยกทางทะเบียนออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 64 ฉบับ ตามฟ้อง การที่โจทก์ต้องดำเนินการจดทะเบียนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 33 แปลงให้แก่นางกรทิพย์ และนางกรทิพย์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินที่ต่างฝ่ายต่างจดทะเบียนโอนให้ซึ่งกันและกันนั้นเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่ได้เปลี่ยนสภาพการถือกรรมสิทธิ์รวมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายตามส่วน ของตน อันเข้าลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินโดย วิธีตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวมตามวิธีแรกของมาตรา 1364 แห่งประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว

แม้เนื้อที่ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนได้รับแตกต่างกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้นจากส่วนที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมากกว่านาง กรทิพย์ กรณีมิใช่การโอนที่เป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1(4) แห่งประมวล-รัษฎากร

แม้การจดทะเบียนโอนดังกล่าวจะจำเป็นต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามระบบจดทะเบียนก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการซื้อขาย เพราะตามเจตนาและข้อเท็จจริงไม่ใช่การตกลงซื้อขาย แต่เป็นเพียงการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมเท่านั้น

เมื่อมีการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ของโจทก์ให้แก่นางกรทิพย์ไม่ถือเป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1(4) แห่งประมวล-รัษฎากรแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะกรณีของโจทก์เช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์และจำเลยมีว่ากรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่

โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ โจทก์ควรได้รับการงดเบี้ยปรับ เพราะโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและ ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบตามสมควร ทั้งนางกรทิพย์ก็ได้รับการงดเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับ ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบเพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและมิได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

เห็นว่า เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์โอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเบี้ยปรับที่โจทก์จะต้องเสียสำหรับการประเมินดังกล่าว ปัญหาการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวจึงตกไป

ส่วนการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์ร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่งตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 นั้น นางสาวรวิวรรณ ปุณณาภิรมย์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยเบิกความว่า ก่อนตรวจสอบและประเมินภาษีกรณีโจทก์ร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่งนั้น สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มาพบและส่งเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบรวม 4 ครั้ง ปรากฏว่าก่อนออกหนังสือครั้งที่ 4 โจทก์มาพบ แต่ไม่ให้ถ้อยคำ เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนางสาวรวิวรรณ เช่นนี้ กรณีจึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่เมื่อบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะใช้บังคับก่อนมีการขายที่ดินดังกล่าวไม่ถึง 2 เดือน โจทก์อาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจระบบการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งในระหว่างนั้นมิได้มีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ สำนักงานที่ดินในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กำหนดให้เสีย ณ ที่ว่าการอำเภอภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ดังนั้น กรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นจึงเหมาะสมแล้ว

ส่วนการที่นางกรทิพย์ได้รับการงดเบี้ยปรับ แต่โจทก์ได้รับการลดเบี้ยปรับเท่านั้น จะถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ไม่ได้ เพรากรณีนางกรทิพย์นั้น เมื่อนางกรทิพย์รู้ว่าต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเบี้ยปรับเท่านั้น แต่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งปัญหาการเสียภาษีและเบี้ยปรับด้วย นางกรทิพย์จึงควรได้รับความปรานีมากกว่าโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ทั้งของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จำนวนภาษี 602,580 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.6/8/5/46 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

(นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม นายทองหล่อ โฉมงาม นายธานิศ เกศวพิทักษ์)ข้อคิดเห็น

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

คำว่า "ขาย" นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ให้คำนิยามไว้ว่า "หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่" ตามคำนิยามนี้แม้การโอนจะถือเป็นการขายไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ แต่การตีความกฎหมายก็ตี ความตามตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องตีความเจตนารมณ์ควบคู่กันไปด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมายคงไม่ประสงค์ที่จะเก็บภาษีจากการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมเพราะการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การขาย เว้นแต่การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจะทำให้เจ้าของรวมฝ่ายใดได้รับประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้นจากส่วนที่พึงได้ตามสิทธิ จึงควรจะเสียภาษี

คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้นจากส่วนที่โจทก์พึงได้รับตามสิทธิ การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับเจ้าของรวมด้วยกันจึงไม่ถือเป็นการขายที่จะต้องเสียภาษี แม้การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจะทำเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เมื่อกรณีมิใช่การซื้อขาย ก็ไม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษี






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,383 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo