รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


15 พฤศจิกายน 2562  00:10
ค้นหา
 ข่าวสาร         Page 1
24 ธันวาคม 2561   08:20:44  
มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ออกจากงาน กรณีนายจ้างปิดกิจการ เลิกจ้าง
วิกฤตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ สหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ปริมาณการค้าระหว่างประเทศของโลกลดลงร้อยละ 30 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 การส่งออกของไทย ลดลงถึงร้อยละ 27 ภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการ ส่งออก ได้แก่ การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร รวมทั้งภาคการบริการ

2_211_01 

วิกฤตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ สหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ปริมาณการค้าระหว่างประเทศของโลกลดลงร้อยละ 30 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 การส่งออกของไทย ลดลงถึงร้อยละ 27 ภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการ ส่งออก ได้แก่ การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร รวมทั้งภาคการบริการ จึงต้องปรับลดปริมาณการผลิตลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถดถอยส่งผลให้ธุรกิจมียอดขาย ยอดการผลิต และผลกำไรลดลง หลายบริษัทต่างลดปริมาณการผลิต ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งปรับลดจำนวนลูกจ้างพนักงานลงเพื่อให้ประกอบกิจการต่อไปได้ บางรายต้องเลิกจ้างพนักงานและปิดกิจการลง สำหรับในภาครัฐได้มีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของระบบราชการด้านโครงสร้างกำลังคน ได้มีการปรับขนาดให้มีจำนวนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับงบประมาณของประเทศและได้กำหนดให้มีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดเริ่มตั้งแต่ปี งบประมาณ 2543 ปี 2547 ปี 2548 และปัจจุบัน

ผู้ออกจากงานทั้งกรณีออกเพราะครบสัญญาจ้าง ออกก่อนครบสัญญาจ้าง หรือเพราะเหตุอื่นๆ จะได้รับเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งจะเป็นเงินได้ก้อนสุดท้ายเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุหรือออกจากงาน ซึ่งผู้ออกจากงานได้นำไปลงทุนเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ บางส่วนได้เก็บออมไว้เพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญของผู้ซึ่งได้อุทิศตนทำงานให้แก่สังคม จึงได้กำหนดให้มีการบรรเทาภาระให้บุคคลดังกล่าวโดยยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ที่ผู้ออกจากงาน ได้รับ ในกรณีต่างๆ ดังนี้

1.กรณีผู้ออกจากงานเป็นลูกจ้าง พนักงาน ภาคเอกชน

1.1 ผู้ออกจากงานจะได้รับเงินก้อนที่นายจ้างจ่ายได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน หรือเงินได้อื่นที่ได้รับเมื่อออกจากงาน ซึ่งถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร หากมีระยะเวลาทำงานเกิน 5 ปี สามารถนำเงินได้นี้แยกไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินเดือนและเงินได้อื่นที่ได้รับในปีที่ออกจากงานได้ โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวน 7,000 คูณปีที่ทำงาน (กรณีได้รับเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญจำนวนหนึ่ง การคำนวณค่าใช้จ่ายเงินบำเหน็จให้ลดลงเหลือ 3,500 บาท) เหลือเท่าใดหักได้อีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือแล้วนำไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้ โดยผู้ออกจากงานจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แล้วให้นำไปกรอกรายการในใบแนบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 โดยหากผู้ออกจากงานมีระยะเวลาทำงานน้อยกว่า 5 ปี ต้องนำเงินได้ที่ได้รับไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นและคำนวณภาษีตามปกติ

1.2 หากผู้ออกจากงานได้รับเงินหรือ ผลประโยชน์ใดๆ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เงินดังกล่าวจะได้รับยกเว้นภาษีดังนี้

(1) กรณีเกษียณอายุโดยลูกจ้างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์และออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นสุดกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2) กรณีทุพพลภาพ โดยแพทย์ ทางราชการรับรองได้ตรวจและเห็นว่าลูกจ้าง ไม่สามารถจะทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่ต่อไปได้ ไม่ว่าเหตุทุพพลภาพนั้นจะเกิดจากการปฏิบัติงานหรือไม่

(3) กรณีตาย โดยไม่ว่าการตายนั้นจะเกิดจากการปฏิบัติงานหรือไม่

1.3 ผู้ออกจากงานกรณีนายจ้างหยุด เลิกหรือปิดกิจการ และได้รับเงินค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและเงิน ค่าชดเชยที่พนักงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เงินค่าชดเชย ดังกล่าวจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาท

2.กรณีผู้ออกจากงานที่เป็นครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน

2.1 ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชนเมื่อออกจากงานจะได้รับเงินก้อน เงินปันผลหรือ เงินได้จากกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน โดยหากมีระยะเวลาทำงานเกิน 5 ปี ก็สามารถเลือกไม่นำเงินได้ที่ได้รับไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นได้ โดยมีวิธีคำนวณภาษี เช่นเดียวกับผู้ออกจากงานตาม 1.1

2.2 กรณีครูโรงเรียนเอกชนออกจากงานเพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพหรือตายและได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จากกองทุน โดยผู้ออกจากงานต้องมีหลักฐานจากโรงเรียนเอกชนเพื่อรับรองการออกจากงานในกรณีดังต่อไปนี้มาแสดงด้วย ดังนี้

(1)
กรณีเหตุสูงอายุ ต้องเป็นการออกจากงานเมื่ออายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และมีระยะเวลาการทำงานกับโรงเรียนก่อนออกจากงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2) กรณีทุพพลภาพ ต้องเป็นกรณีแพทย์ทางราชการได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถประกอบอาชีพครูต่อไปได้(3)

กรณีตาย ไม่ว่าการตายนั้นจะเกิดจากการปฏิบัติงานหรือไม่

3.กรณีผู้ออกจากงานเป็นข้าราชการ ลูกจ้างภาครัฐ

3.1 ผู้ออกจากงานได้รับเงินก้อน เงินบำเหน็จหรือเงินได้จากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยหากมีระยะเวลาทำงานเกิน 5 ปี ก็สามารถเลือกไม่นำเงินได้ที่ได้รับไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นได้เช่นเดียวกับผู้ออกจากงานตาม 1.1

3.2 กรณีผู้ออกจากงานเป็นสมาชิกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการและได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากกองทุนเพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพ เหตุทดแทนหรือเสียชีวิตจะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินดังกล่าวดังนี้

(1) กรณีเหตุสูงอายุ สำหรับสมาชิกซึ่งออกจากราชการเมื่ออายุ ครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว หรือลาออกเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์แล้ว และสำหรับสมาชิกซึ่งลาออกจากราชการเมื่อ มีเวลาราชการ 25 ปีขึ้นไปแต่อายุไม่ครบ 50 ปีบริบูรณ์ และได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่ได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุ-ประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ

(2) กรณีเหตุทุพพลภาพ สำหรับสมาชิกซึ่งออกจากราชการเพราะเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่า ไม่สามารถที่จะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งปฏิบัติต่อไปได้

(3) กรณีเหตุทดแทน สำหรับสมาชิกซึ่งออกจากราชการเพราะทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่ง หรือมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิด หรือทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

(4) กรณีตาย สำหรับสมาชิกซึ่งออกจากราชการเพราะถึงแก่ความตาย ในระหว่างรับราชการ

3.3 กรณีข้าราชการออกจากงานตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ซึ่งเป็นผู้มีอายุ 50 ปีหรือเป็นผู้มีเวลาราชการที่ใช้คำนวณบำเหน็จบำนาญครบ 25 ปี และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามกำหนด โดยผู้ออกจากงานจะได้รับเงินก้อน และสิทธิประโยชน์จูงใจในกรณีอื่นๆ มาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการที่ผ่านมาในปี 2543 ปี 2547 และ ปี 2548 ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินก้อนที่ผู้ออกจากงานได้รับ ดังนี้

1. โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต : เกษียณอายุก่อนกำหนด ปี พ.ศ. 2543 ผู้ออกจากงานจะได้รับเงินก้อน โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 ครั้ง เงินขวัญถุงก้อนแรกในปีที่ออกจากงานและเงินขวัญถุงก้อนที่ 2 ในปีถัดไป การคำนวณภาษีเงินขวัญถุงก้อนแรกคำนวณเช่นเดียวกับการคำนวณตาม 1.1 สำหรับเงินขวัญถุงก้อนที่ 2 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยให้คำนวณหัก ค่าใช้จ่ายโดยวิธีพิเศษเช่นเดียวกับเงินขวัญถุง ก้อนแรก ทั้งนี้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)

2. มาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2548 ผู้ออกจากงานจะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินก้อนที่ได้รับรวมทั้งยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทั้งนี้ตาม กฎกระทรวง ฉบับที่ 254 (พ.ศ. 2548)

3. สำหรับมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ 2552-2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการในขณะนี้ ผู้ออกจากงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกับมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการที่ผ่านมากล่าวคือ ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินก้อนที่ได้รับและยกเว้นภาษีสำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำหรับเงินได้ที่ได้รับในปี พ.ศ. 2551 ถึง พ.ศ. 2555 ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 272 พ.ศ. 2552 ออกตามความในประมวล- รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และสำหรับมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้จัดทำโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551-2555 นั้น หากได้มีการจ่ายเงินก้อนและเงินอื่นๆ ให้แก่ผู้ออกจากราชการตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2551 เช่นเดียวกับมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ 2552-2556 ซึ่งมีการจ่ายเงินช่วยเหลือตามพระ- ราชกฤษฏีกาดังกล่าว ข้าราชการผู้ออกจากงานของกระทรวงกลาโหมก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวข้างต้นเช่นเดียวกัน

สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการช่วยเหลือ ผู้ออกจากงานข้างต้น เห็นได้ว่า ผู้ออกจากงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งได้รับเงินได้และเงินหรือผลประโยชน์จากกองทุนต่างๆ จะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน นับได้ว่ามาตรการภาษีดังที่กล่าวข้างต้นจะมีส่วนช่วยในการสนับสนุน ให้ผู้ออกจากงานได้มีหนทางและโอกาสในการประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตหลังออกจากงานมากขึ้น อันจะส่งผลให้ภาคเอกชนและ ภาครัฐมีการใช้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังการผลิตในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นอกจากมาตรการภาษีข้างต้นแล้ว รัฐบาลยังได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ออกจากงาน ผู้ตกงาน หรือบัณฑิตจบใหม่ ให้มีอาชีพและรายได้ โดยการให้การอบรมวิชาชีพ การจัดหางาน การส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม รวมทั้งการหาตลาดอันเป็นการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังกายและใจเพื่อต่อสู้ในการดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาต่อไป






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,380 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo