รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


17 พฤศจิกายน 2562  12:25
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
25 ธันวาคม 2561   08:21:05  
มาตรการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
ผู้เขียนได้อ่านพบบทสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมสรรพากรท่านปัจจุบัน เกี่ยวกับการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่าย เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย บทสัมภาษณ์ดังกล่าวปรากฎอยู่ในเดลินิวส์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ถ้าผู้ที่อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นผู้ที่กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัยในขณะนี้ น่าที่จะมีความพึงพอใจ เพราะการเพิ่มขึ้นของการยกเว้นภาษีเงินได้

มาตรการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

4_437 

1.ความนำ

ผู้เขียนได้อ่านพบบทสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมสรรพากรท่านปัจจุบัน เกี่ยวกับการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่าย เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย บทสัมภาษณ์ดังกล่าวปรากฎอยู่ในเดลินิวส์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ถ้าผู้ที่อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นผู้ที่กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัยในขณะนี้ น่าที่จะมีความพึงพอใจ เพราะการเพิ่มขึ้นของการยกเว้นภาษีเงินได้ (increase in tax exemption) ย่อมหมายถึงการลดลงของภาระภาษี (reduction in tax burden) (ภาษีในที่นี้หมายถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (personal income tax))

ผู้เขียนเองก็มีความพึงพอใจกับมาตรการดังกล่าวและมีแนวคิดสนับสนุนเมื่อมองในแง่มุมการใช้มาตรการภาษีทางด้าน "ค่าใช้จ่ายที่ทำออกจากเงินภาษี" (tax expenditures) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมบางอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางเศรษฐกิจและสังคมบางประการ แต่เมื่อผู้เขียนนำประเด็นดังกล่าวมาวิเคราะห์ภายใต้หลักการจัดเก็บภาษีที่ดี (good principles of taxation) ผู้เขียนเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของการยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวมีผลกระทบในเชิงปรปักษ์ (adverse effect) ต่อ

• ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีในแนวตั้ง (vertical equity of taxation)

• ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ครั้งใหม่ (equity of income redistribution) และ

• ความมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างประหยัด (economic efficiency of taxation)

อย่างไรก็ตาม ทัศนะของผู้เขียนดังกล่าวเป็นมุมมองในเชิงทฤษฎี (theoretical concept) จึงอาจไม่ใช่ข้อคัดค้านการเพิ่มขึ้นของการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัยอย่างสิ้นเชิง เพราะการที่เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราไม่ควรจะมองในด้านเดียว สำหรับในประเด็นนี้ เราควรจะมองในเชิงผลกระทบในทางปฏิบัติด้วยว่า มุมมองในเชิงทฤษฎีจะก่อให้เกิดผลขึ้นจริงในทางปฏิบัติในขอบเขตกว้างขวางขนาดไหน ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดี น่าจะเป็นทั้งในส่วนกระทรวงการคลังผ่านทางกรมสรรพากรในฐานะผู้จัดเก็บภาษีและโดยเฉพาะในส่วนประชาชนผู้เสียภาษี อย่างไรก็ดี แม้อาจจะต้องรอดูผลที่จะเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติต่อไปในอนาคต ผู้จัดเก็บภาษีควรที่จะได้นำมุมมองในทางทฤษฎีมาพิจารณาแต่เนิ่นๆเพื่อปรับปรุงมาตรการภาษีทางด้าน "ค่าใช้จ่ายที่ทำออกจากเงินภาษี" (tax expenditures)1 เพื่อสนับสนุนกิจกรรมบางอย่างที่อาจจะนำมาใช้ในอนาคต เพื่อที่จะได้ป้องกันผลกระทบในเชิงปรปักษ์ต่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีในแนวตั้ง และต่อความมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างประหยัด (จากบทสัมภาษณ์ของท่านอธิบดีกรมสรรพากรคนปัจจุบัน นอกเหนือจากการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย อาจมีการพิจารณาปรับเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตในอนาคต)2

บทสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมสรรพากร ในเดลินิวส์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 มีดังนี้

"นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในปีบัญชีภาษี 50 ที่ผู้เสียภาษีต้องเสียภาษีรายได้ภายในเดือน มี.ค. 51 นี้ ผู้เสียภาษีสามารถนำรายจ่ายเกี่ยวกับค่าดอกเบี้ยในการซื้อที่อยู่อาศัยมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 1 แสนบาท จากเดิมที่หักค่าใช้จ่ายได้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น เนื่องจาก ครม.ชุดที่แล้ว ได้ให้ความเห็นชอบแล้วตั้งแต่ปลายปี 50 และได้ลงในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้น กรมสรรพากรจึงขอให้ประชาชนผู้มีรายได้สำรวจรายจ่ายต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อนจะยื่นแบบเสียภาษีรายได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้กรมสรรพากรต้องสูญเสีย รายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้เสียภาษีนำรายจ่ายค่าดอกเบี้ยจากการซื้อที่อยู่อาศัยมาหักค่าใช้จ่ายไม่เต็มจำนวนอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้ที่จะนำรายจ่ายจากดอกเบี้ยมาหักค่าใช้จ่ายถึง 1 แสนบาทนั้นต้องเป็นผู้ที่ซื้อบ้านราคาแพงมากซึ่งกรมสรรพากรเชื่อว่ามีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นและกรมสรรพากรมั่นใจว่าจากแนวทางการดูแลผู้เสียภาษีอย่างใกล้ชิดจะทำให้การยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในเดือน มี.ค. 51 เป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอของสมาคมประกันชีวิตที่ต้องการให้นำค่าใช้จ่ายจากการประกันชีวิตมาหักเพิ่มเป็น 1 แสนบาท จากที่ปัจจุบันให้นำมาหัก ค่าใช้จ่ายได้ 50,000 บาท เช่นกัน แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับระดับนโยบายว่ามีแนวคิดอย่างไร เพราะในปัจจุบันยังมีผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ไม่เต็มจำนวน 50,000 บาท และส่วนใหญ่ประชาชนระดับกลางมีรายจ่ายจากการประกันชีวิตไม่ถึง 50,000 บาท อยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้มาก ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ เชื่อว่าหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายในวันที่ 18 ก.พ.แล้วทุกอย่างจะชัดเจนมากขึ้น โดยกรมสรรพากรได้เตรียมมาตรการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 60,000 บาท เป็น 100,000 บาทต่อคนต่อปี และมาตรการที่ให้ผู้เสียภาษีที่เป็นสามีภรรยากันแยกยื่นรายการภาษีได้เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบต่อไป" 3

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์และอภิปรายถึงแนวคิดสนับสนุนมาตรการภาษีการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย และผลกระทบของการใช้มาตรการภาษีดังกล่าวต่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ครั้งใหม่ (ในบทความฉบับหน้า ผู้เขียนจะวิเคราะห์และอภิปรายถึงผลกระทบของการใช้มาตรการภาษีดังกล่าวต่อความความมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างประหยัด)

2.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงิน กู้ยืมให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ฯลฯ สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ ฯลฯ อาคารที่อยู่อาศัย สามารถนำมาหักในฐานะเป็นค่าลดหย่อนออกจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ภายหลังจากที่ได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวล-รัษฎากร ออกจากเงินได้พึงประเมินแล้ว ทั้งนี้ ตามที่มาตรา (47)(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติไว้ดังนี้

"เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ค่าลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) .............................

(ข)..............................

(ค) .............................

(ง)..............................

(จ) .............................

(ฉ)..............................

(ช) .............................

(ซ) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้าง สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัยโดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา อาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย"

นอกจากเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคารหรือสถาบัน การเงิน ฯลฯ สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ ฯลฯ อาคารที่อยู่อาศัย สามารถนำมาหักในฐานะเป็นค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าว (ตามจำนวนที่จ่ายจริงในส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 90,000 บาท) ยังเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินได้ที่ผู้มี เงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ฯลฯ สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ ฯลฯ อาคารที่อยู่อาศัย ที่มีจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท สามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ภายหลังจากที่ได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร ออกจากเงินได้พึงประเมินแล้ว ทั้งนี้ ตามมาตรา (47)(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (53) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 264 (พ.ศ. 2550) และประกอบกับข้อ 6 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 166 ลงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551อนึ่ง เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามข้อ 2 (53) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 226 (พ.ศ. 2543) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่สถาบันการเงิน ฯลฯ สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ ฯลฯ อาคารที่อยู่อาศัยก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ที่มีจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท สามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ภายหลัง จากที่ได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว

จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กล่าวมา ข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 จำนวนเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัยที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ได้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัยสามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมินได้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท (ในบทความนี้ จะเรียกการเพิ่มขึ้นของการหักดังกล่าวว่า "การปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย")

3.แนวความคิดเกี่ยวกับตัวบรรเทาภาระภาษี

ในที่นี้หมายถึงแนวความคิดเกี่ยวกับตัวบรรเทาภาระภาษีกับมาตรการภาษีทางด้าน "ค่าใช้จ่ายที่ทำออกจากเงินภาษี" ที่สนับสนุนการปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาซื้อที่อยู่อาศัย

ผู้เขียนได้พบว่า "ตัวบรรเทาภาระภาษี" (tax reliefs) ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประการ คือ

• เพื่อสนับสนุนความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีในแนวตั้ง (vertical equity of taxation) และความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ครั้งใหม่ (the equity of income redistribution)

• เพื่อประโยชน์ต่อบุคคลหรือกิจกรรมใดโดยเฉพาะ

"ตัวบรรเทาภาระภาษี" ครอบคลุมถึงวิธีการทุกชนิดที่ทำให้เกิดการลดภาระภาษีเงินได้
4 "ตัวบรรเทาภาระภาษี" แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ตัวบรรเทาภาระภาษีในเชิงโครงสร้าง (structural reliefs) เช่น ค่าลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล (personal allowances)5และ ค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้ (expenses of earning income)






   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,866 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo