รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี  จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 สมุทรสาคร


17 พฤศจิกายน 2562  12:26
ค้นหา
 ข่าวสาร     Page 1
13 ตุลาคม 2552   08:55:13  
Asset Allocation(2)
Asset Allocation(2)
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มีนาคม 2551 10:59 น.
       โดย ดร. สมจินต์ ศรไพศาล บลจ. วรรณ จำกัด
       

       
       ในตอนที่แล้ว พวกเราได้ทำความเข้าใจและได้เห็นความสำคัญของการทำ Asset Allocation (การจัดหมวดทรัพย์) ว่าเป็นกระบวนการตัดสินใจลงทุนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากและมีประโยชน์อย่างแท้จริง และได้เห็นถึงตัวอย่างจริงของผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น พันธบัตร และเงินฝาก ของตลาดทุนไทยในเก้าปีที่ผ่านมา (1999 – 2007) ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 13.04% 5.86% และ 3.13% ตามลำดับ และถ้าใครสามารถทำ Perfect Asset Allocation (Market Timing) โดยจัดพอร์ตการลงทุนได้อย่างสมบูรณ์ ผลที่ได้คือสินทรัพย์ที่ลงทุนจาก 100 บาทจะกลายเป็น 745 บาท ในเวลาเก้าปีเท่านั้น99
       
       เป็นที่แน่นอนและต้องยอมรับความจริงว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะจับจังหวะของตลาดทั้งหลายได้สมบูรณ์ ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่ามีผู้คนมากมายที่พยายามจับจังหวะเข้าออกในการลงทุน โดยโยกย้ายการลงทุนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ในหมวดสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งที่เชื่อว่าจะดี แต่แล้วผลกลับเป็นตรงกันข้าม... ดังนั้น คำแนะนำปกติจึงไม่ใช่การให้โยกเงินไปมาอย่างสุดโต่ง แต่เป็นการแนะนำให้ผู้ลงทุนหันกลับมามองตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด แล้วจัด Asset Allocation ให้สอดคล้องกับบุคลิกและลักษณะของตนเป็นหลัก ซึ่งในตอนนี้ เราจะคุยกันเรื่องโมเดล Asset Allocation ให้สอดคล้องกับบุคลิกและความสามารถในการรับความเสี่ยงต่างๆ ด้วย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมขึ้น
       
       ทั้งนี้ ตามที่ผมให้ข้อมูลไว้... เนื่องจาก การเลือกหุ้นเลือกตัวหลักทรัพย์นั้นมีผลน้อยกว่าการจัดหมวดทรัพย์ ดังนั้น แทนที่จะต้องไปพยายามเลือกหุ้นเองเป็นตัวๆ นักลงทุนสามารถจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้เลย แล้วใช้ตัวช่วยอย่าง กองทุนดัชนีหุ้น เช่น กองทุนรวม SET หรือ SET50 หรือ ThaiDEX SET50 ETF (TDEX) เป็นตัวแทนของหุ้นทุน และใช้กองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมประเภทตลาดเงินแทนหมวดทรัพย์อีกสองประเภทได้ในทำนองเดียวกัน
       
       ตัวอย่าง หุ้น30/พันธบัตร70 (Conservative Portfolio)
       
       ในการแนะนำการทำ Asset Allocation เบื้องต้น มักแนะนำให้มีองค์ประกอบทั้งสามหมวดทรัพย์เพื่อเอาประโยชน์จากคุณลักษณะที่แตกต่างของแต่ละหมวดทรัพย์ คือ 1)หุ้น เพื่อให้ได้โอกาสผลตอบแทนที่สูงเพื่อสร้างความมั่งคั่ง 2) พันธบัตร(และตราสารหนี้)เพื่อ ให้ได้ผลตอบแทนแบบกลางๆมีโอกาสได้กระแสเงินที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากดอกเบี้ย แต่ที่สำคัญคือให้มีการกระจายความเสี่ยงเพราะพันธบัตรกับหุ้นมีสหสัมพันธ์กันน้อย เมื่อลงทุนร่วมกันจึงช่วยให้ความเสี่ยงลดลงได้มาก กับ 3)เงินฝากหรือเงินลงทุนระยะสั้นอื่นๆ แม้ดอกผลไม่มากนัก แต่ให้สภาพคล่องได้ดี และในบางโอกาสก็เป็นเสมือนที่พักเงินที่รอคอยโอกาสของการลงทุนในหมวดหุ้นหรือพันธบัตรในเวลาเหมาะสมได้อีกด้วย
       
       คำถามสำคัญก็คือแล้วจะจัดแบ่งลงทุนตามหมวดทรัพย์เหล่านี้อย่างไรดีล่ะ ผมอยากเสนอแนวคิดในเชิงปฏิบัติการดังนี้ คือ ขั้นแรกคิดเรื่องเงินฝากเงินลงทุนระยะสั้นเสียก่อน... ผมคิดว่าในยามทั่วไปอาจจัดไว้เผื่อให้พอใช้สักประมาณ 6 เดือน ก็น่าจะเหมาะสม โดยอาจมีการลงทุนแบบระยะสั้นทำนองนี้เพิ่มก็ต่อเมื่อ เห็นว่าทั้งหุ้นและพันธบัตรอยู่ในภาวะที่แพงเกินไป จึงต้องการหลีกเลี่ยงชั่วคราว
       
       เมื่อเราจัดแบ่งส่วนเงินลงทุนระยะสั้นไว้แล้ว ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนหลักที่สามรถลงทุนได้นานๆ และตั้งใจจะใช้เป็นส่วนที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และเมื่อสามารถลงทุนระยาวได้ ความผันผวนของราคาในระยะสั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็ก ไม่เป็นที่น่ากังวลจนเกินไป ศักยภาพของผลตอบแทนระยะยาว และกระแสรายได้อย่างเงินปันผลและดอกเบี้ยที่จะได้รับในช่วงของการถือครองกลับมีความสำคัญมากกว่า ด้วยธรรมชาติของการเป็นการลงทุนระยะยาว การจะจัดเงินก้อนนี้ในกองหุ้นและกองตราสารหนี้จึงมีความสอดคล้องเหมาะสม
       
       ผมขอเริ่มต้นด้วยตัวอย่างของการลงทุน 30/70 ก่อน คือ ลงทุนในกองหุ้น (เช่น TDEX หรือกองทุนดัชนีหุ้นทุนอื่น) 30% และลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ (รวมทั้ง ABFTH ซึ่งเป็น ETFพันธบัตรของไทยในตลาดตราสารหนี้ BEX) 70% ถ้าสมมุติว่าเงินที่ลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนอย่างดัชนีหุ้นและที่ลงทุนในกองตราสารหนี้ได้ผลตอบแทนอย่างดัชนีพันธบัตร เราจะได้ผลตอบแทนในช่วงเก้าปีที่ผ่านมาดังนี้ครับ
       
       ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับคือ 9.62% ซึ่งไม่เลวเลยทีเดียว ทั้งที่ความเสี่ยงก็ไม่ได้มากจนน่าตกใจ ผมอยากชวนให้ลองดูการลงทุน 30/70 เทียบกับการลงพันธบัตรอย่างเดียวดู จะพบว่าการมีหุ้นอยู่ 30% แทนที่จะมีเพียงพันธบัตรนั้นทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีขึ้นอย่างมีสาระสำคัญจาก 5.86% เป็น 9.62% โดยที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ซึ่งอาจดูประเด็นความเสี่ยงนี้จากปีที่แย่ที่สุดของทั้งสองกรณีว่า ปีที่ติดลบมากสุดของกลยุทธ 30/70 คือปี 2000ได้ -2.95 แต่ถ้าลงพันธบัตรล้วนจะได้ผลตอบแทนต่ำสุดในปี 2003 คือ -2.49% ครับ ตัวอย่างนี้ผมตั้งใจแสดงให้ท่านที่ไม่เคยชอบความผันผวนของหุ้นเลย ได้ดูเพื่อให้เห็นภาพของการเริ่มต้น ซึ่งอาจไม่ต้องเริ่มที่ 30% ก็ได้ท่านอาจเริ่มต้นจาก 10/90 หรือ 20/80 ก็ไม่ผิดกติกา และอย่าลืมว่า เราคุยกันแต่แรกแล้วถึงธรรมชาติความผันผวนของหุ้น การรู้จักใช้ตัวช่วยที่เสี่ยงน้อยอย่างกองทุนหุ้น กองทุนดัชนีหุ้น หรือ อีทีเอฟอย่าง TDEX และความอดทนรอคอยผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจึงเป็นท่าทีที่สำคัญที่จะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนนะครับ
       
       เรื่องสำคัญอย่าง Asset Allocation อย่างไรก็ไม่สามารถจบลงง่ายๆ คราวต่อๆ ไปผมจะพูดถึงกลยุทธ์ 70/30 และเรื่องการปรับน้ำหนักตามความคาดหวังของสภาวะตลาดครับ
รับทำบัญชี รับทำบัญชี จดทะเบียนบริษัท: ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 2 สมุทรสาครสมุทรสาคร รับทำบัญชี รับทำบัญชี สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร สมุทรสาคร จดทะเบียนบริษัท ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท ตรวจสอบบัญชี ดาวคะนอง บางบอน บางแค กรุงเทพ ทุ่งครุ วัดพันท้ายนรสิงห์ ดาวคะนอง บางบอน บางแค กรุงเทพ ทุ่งครุ วัดพันท้ายนรสิงห์ ดาวคะนอง บางบอน บางแค กรุงเทพ ทุ่งครุ วัดพันท้ายนรสิงห์ ดาวคะนอง บางบอน บางแค กรุงเทพ ทุ่งครุ วัดพันท้ายนรสิงห์
 รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี รับทำบัญชี  ตรวจสอบบัญชี  วางระบบบัญชี 





   เก็บไว้เป็น Favorites
   เซ็ทเป็นเว็บเริ่มต้น
   พิมพ์หน้านี้
   ผู้เยี่ยมชม : 2,594,870 
Copyright © 2007 SMaccounting.com All rights reserved. Powered By Man Neo